มุมสุขภาพตา

เรียงตาม

SMILE Pro 2.0 คืออะไร? ที่สุดของเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก แม่นยำด้วย AI (อัปเดตปี 2026)

SMILE Pro 2.0 คืออะไร? ที่สุดของเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก | ศูนย์เลสิก Laser Vision การตัดสินใจทำเลสิก เป็นเรื่องใหญ่สำหรับหลายคน ไม่ใช่แค่เรื่องอยากมองเห็นชัดขึ้น แต่รวมถึงความกังวลเรื่องความปลอดภัย ความเจ็บ และผลลัพธ์ในระยะยาว ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า เลสิกไร้ใบมีด ถูกค้นหามากขึ้นอย่างชัดเจน และชื่อที่มักถูกพูดถึงควบคู่กันก็คือ SMILE Pro SMILE Pro 2.0 คืออะไร? คำตอบของการทำเลสิกปี 2026 ที่คนค้นหามากที่สุด ในปี 2026 เทคโนโลยีนี้ได้พัฒนาไปอีกขั้นในชื่อ SMILE Pro 2.0 ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มความแม่นยำ ลดความคลาดเคลื่อน และทำให้ผลลัพธ์การมองเห็นเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจตั้งแต่พื้นฐานเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก ไปจนถึงเหตุผลว่าทำไมที่ Laser Vision เลือกนำเทคโนโลยี SMILE Pro มาใช้ในการแก้ไขปัญหาสายตาสั้นให้กับคนไข้ในปัจจุบัน การตัดสินในทำเลสิกเป็นเรื่องใหญ่สำหรับหลายคนไม่ใช่แค่เรื่องอยากมองเห็นชัด เลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก (No-Blade LASIK) คืออะไร? SMILE Pro เป็นการทำเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก (No-Blade LASIK) โดยใช้เลเซอร์ทุกขั้นตอน ไม่ต้องเปิดฝากระจกตาเหมือนเลสิกแบบเดิม แพทย์จะใช้เลเซอร์สร้างชิ้นเนื้อเลนส์เล็ก ๆ ภายในกระจกตา แล้วนำออกผ่านแผลขนาดประมาณ 2 มิลลิเมตร ด้วยแผลที่เล็กมาก ทำให้โครงสร้างกระจกตาถูกรบกวนน้อยลง หลายคนจึงรู้สึกฟื้นตัวเร็ว สบายตา และมีโอกาสเกิดอาการตาแห้งน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการทำเลสิกแบบเปิดฝากระจกตา ทำไม SMILE Pro ถึงเป็นเลสิกที่หลายคนเลือก เหตุผลสำคัญที่ทำให้ SMILE Pro ได้รับความนิยม คือความรู้สึกสบายใจตั้งแต่ก่อนทำ เพราะเป็นเลสิกที่ไม่ใช้ใบมีด และไม่ต้องเปิดฝากระจกตา รวมถึงตัวเครื่อง (VisuMax 800) ถูกออกแบบมาให้เปิดโล่ง เหมาะกับคนขี้กลัว หรือกลัวที่แคบ นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ ใช้เวลายิงเลเซอร์ เพียงแค่ 8 วินาทีต่อข้าง เหมาะกับคนที่กลัวการทำเลสิก แผลเล็ก ช่วยให้กระจกตาแข็งแรงในระยะยาว ลดโอกาสเกิดอาการตาแห้ง หลังทำสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ค่อนข้างเร็ว SMILE Pro 2.0 ช่วยเพิ่มความแม่นยำได้อย่างไร หนึ่งในจุดเด่นสำคัญของ SMILE Pro 2.0 คือการออกแบบระบบให้ทุกขั้นตอนเชื่อมต่อกันอย่างต่อเนื่อง ลดความคลาดเคลื่อน และเพิ่มความแม่นยำในการรักษาแบบเลสิกไร้ใบมีดอย่างเห็นได้ชัด 1. ข้อมูลส่งตรง ลดความผิดพลาดจากมนุษย์ (Seamless Data Transfer) ข้อมูลสายตาที่ได้จากการตรวจวัด จะถูกส่งเข้าสู่เครื่องเลเซอร์โดยตรงผ่านระบบของ ZEISS โดยไม่ต้องคีย์ข้อมูลซ้ำ ลดโอกาสเกิดความผิดพลาดจากการกรอกข้อมูล ทำให้แผนการรักษาตรงกับค่าสายตาจริงมากขึ้น ผลลัพธ์มีความสม่ำเสมอในทุกเคส 2. วางแผนการรักษาอย่างแม่นยำ ด้วยข้อมูลระดับโลก (Integrated Planning) ระบบจะนำข้อมูลสายตาของคนไข้มาวิเคราะห์ร่วมกับฐานข้อมูลขนาดใหญ่จากทั่วโลก ช่วยวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล (Personalized Treatment) เพิ่มความแม่นยำในการแก้ไขสายตาเอียง โดยเฉพาะเคสที่ซับซ้อน ช่วยให้ผลลัพธ์หลังทำเลสิกมีความเสถียรและคมชัดมากขึ้น 3. ระบบช่วยเพิ่มความคมชัดระหว่างการรักษา (Precision Systems) SMILE Pro 2.0 มาพร้อมระบบอัจฉริยะที่ช่วยควบคุมความแม่นยำในระหว่างการยิงเลเซอร์ CentraLign® ช่วยจัดตำแหน่งการยิงเลเซอร์ให้ตรงกับจุดศูนย์กลางการมองเห็นจริง ไม่ใช่แค่ตำแหน่งรูม่านตา OcuLign® ช่วยชดเชยการหมุนของลูกตาแบบอัตโนมัติในระหว่างการรักษา ทำให้เลเซอร์ยิงได้ตรงตำแหน่งตลอดเวลา ขอบคุณภาพจากบริษัท Carl Zeiss Co., Ltd SMILE Pro 2.0 ต่างจากเทคโนโลยีเลสิกแผลเล็กแบบเดิมอย่างไร เทคโนโลยี ปีที่เปิดตัว เครื่องเลเซอร์ จุดเด่นสำคัญ ReLEx SMILE 2011 VisuMax 500 จุดเริ่มต้นเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก 2–3 มม. ไม่เปิดฝากระจกตา ใช้เวลา 23 วินาที/ข้าง SMILE Pro 2021 VisuMax 800 เลเซอร์ความเร็วสูง 2 MHz ใช้เวลาเพียง 8 วินาที / ข้าง พร้อมระบบจัดกึ่งกลางอัตโนมัติ SMILE Pro 2.0 2025 VisuMax 800 ระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ เชื่อมต่อข้อมูล Cloud + Big Data เพิ่มความแม่นยำสูงสุดด้วย CentraLign® และ OcuLign® SMILE Pro 2.0 คือก้าวสำคัญของเลสิกแผลเล็ก ที่ผสาน ความเร็ว ความแม่นยำ และ มีระบบอัจฉริยะ AI-driven planning เข้าด้วยกัน ทำไมหลายคนเลือกทำ SMILE Pro 2.0 ที่ Laser Vision at Bangkok Eye Hospital นอกจากเทคโนโลยีแล้ว ความเชี่ยวชาญของแพทย์และมาตรฐานของโรงพยาบาลก็เป็นสิ่งสำคัญ ที่ Laser Vision at Bangkok Eye Hospital ทีมจักษุแพทย์มีประสบการณ์ดูแลคนไข้มากกว่า 100,000 ดวงตา ประสบการณ์รักษาคนไข้ทางด้านสายตามากกว่า 28 ปี และโรงพยาบาลยังผ่านการรับรองมาตรฐาน AACI จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นมาตรฐานด้านความปลอดภัยและคุณภาพการรักษาในระดับสากล การผสานระหว่างประสบการณ์ทางการแพทย์และเทคโนโลยี SMILE Pro 2.0 ทำให้คนไข้มั่นใจได้ว่า การทำเลสิกไม่ได้จบแค่เห็นชัด แต่ต้องปลอดภัยและดูแลได้ในระยะยาว Q : SMILE Pro 2.0 เหมาะกับใคร?A : เหมาะกับผู้ที่มีสายตาสั้นหรือสายตาเอียง และต้องการเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก ฟื้นตัวไว Q : ทำ SMILE Pro 2.0 เจ็บไหม?A : ระหว่างทำจะมีการหยอดยาชา คนไข้ส่วนใหญ่รู้สึกเพียงแรงกดเล็กน้อย และใช้เวลาไม่นาน Q : หลังทำต้องพักฟื้นนานแค่ไหน?A : ส่วนใหญ่สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ภายใน 1–2 วัน รับชมวีดีโอ SMILE Pro 2.0 *หากวิดีโอไม่แสดงผล คลิก ที่นี่ ถ้าคุณกำลังมองหาเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็กในปี 2026 การตรวจประเมินสายตาอย่างละเอียดกับจักษุแพทย์ จะช่วยให้รู้ว่า SMILE Pro 2.0 เหมาะกับคุณหรือไม่ และช่วยให้คุณเลือกวิธีการทำเลสิกได้อย่างสบายใจที่สุด ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ 📞 Call Center : 02-511-2111 ADD LINE: @bangkokeyehospital 🏥 โรงพยาบาลเปิดบริการทุกวัน เวลา 08.00 – 20.00 น.
อ่านเพิ่มเติม

กระจกตาบางเกิดจากอะไร? อาการ ผลกระทบต่อสายตาและวิธีรักษา

กระจกตาบางคือภาวะที่กระจกตาซึ่งเป็นชั้นโปร่งใสด้านหน้าตาของดวงตามีความหนาน้อยกว่าปกติ ส่งผลต่อการมองเห็นและสุขภาพตา กระจกตาบางเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การเสื่อมตามวัย การขยี้ตาบ่อยๆ โรคทางพันธุกรรม หรือผลข้างเคียงจากการผ่าตัดตา เช่น เลสิก อาการของกระจกตาบางที่สังเกตได้ เช่น ตาพร่ามัว ค่าสายตาเปลี่ยนบ่อย มองเห็นภาพบิดเบี้ยว และสายตาเอียงสูงผิดปกติ กระจกตาบางคือภาวะที่ความหนาของกระจกตาลดลงกว่าปกติ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการโฟกัสแสงเข้าสู่ดวงตา ทำให้การมองเห็นมีความคมชัด หากกระจกตาบางเกินไป อาจเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสายตา เช่น สายตาผิดปกติ หรือมีผลกระทบต่อการรักษาดวงตาด้วยวิธีต่างๆ เช่น เลสิก การเข้าใจสาเหตุ อาการ และการดูแลกระจกตาบางอย่างถูกต้อง จึงช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนและดูแลสุขภาพตาได้ดีขึ้น       กระจกตาคืออะไร? สิ่งสำคัญต่อการมองเห็น กระจกตา (Cornea) คือชั้นโปร่งใสและโค้งอยู่ด้านหน้าสุดของดวงตา ครอบคลุมตาดำ มีหน้าที่ช่วยหักเหแสงให้เข้าสู่ดวงตา ทำให้เรามองเห็นชัดเจน และยังเป็นเกราะป้องกันเชื้อโรคโดยตรง โดยปกติความหนาของกระจกตาจะอยู่ที่ประมาณ 520-550 ไมครอน และสามารถบางลงได้ตามอายุที่เพิ่มขึ้นด้วย       รู้จักกับกระจกตาบาง กระจกตาบางคือลักษณะของกระจกตาที่มีความหนาน้อยกว่า 500 ไมครอน (0.5 มิลลิเมตร) โดยทั่วไปไม่ถือเป็นโรคและไม่ต้องรักษา แต่กระจกตาบางจะส่งผลต่อการวินิจฉัยโรคบางอย่าง เช่น ต้อหิน เพราะทำให้วัดความดันตาต่ำกว่าความจริง รวมถึงส่งผลต่อการเลือกวิธีแก้ไขสายตา เช่น หากผู้ป่วยต้องการทำ LASIK และ มีระดับค่าสายตาที่มีผิดปกติสูง เช่น สั้น หรือ เอียงมาก โดยมีความหนาของกระจกตาน้อย เมื่อเปรียบเทียบกันกับเนื้อกระจกตาที่ต้องใช้ผ่าตัด หลังจากได้รับการตรวจจากผู้เชี่ยวชาญอย่างละเอียด เเพทย์ประเมินแล้วอาจจะไม่สามารถแก้ไขค่าสายตาได้หมด หรืออาจทำให้ กระจกตาเสี่ยงเป็นโรคกระจกตาอื่นๆหลังการแก้ไข เเพทย์อาจประเมินให้ผู้ป่วยทำการรักษาด้วยวิธีการอื่นๆ เช่น PRK ICL FemtoLASIK ReLEx SMILE Pro หรือ NanoLASIK  แทนการทำ LASIK แบบทั่วๆไป ซึ่งเป็นการเเก้ไขที่ใช้หรือรบกวนความหนาของกระจกตาน้อยกว่าเพราะฉะนั้น ก่อนทำเลสิกจึงต้องสังเกตและตรวจประเมินความหนาของกระจกตาอย่างละเอียด เพราะหากบางเกินไป อาจทำให้เกิดภาวะสายตาเอียงผิดปกติ หรือกระจกตาย้วย ซึ่งส่งผลต่อการมองเห็นได้ นอกจากนี้หลายคนยังสงสัยว่า “ใส่คอนแท็กต์เลนส์ ทำให้กระจกตาบางจริงไหม?” คำตอบคือ โดยทั่วไปการใส่คอนแท็กต์เลนส์อย่างถูกวิธี ไม่ได้ทำให้กระจกตาบางลง แต่หากใส่นานเกินไป ไม่ถอดล้างหรือดูแลอย่างถูกต้อง อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อหรือเกิดภาวะขาดออกซิเจนที่กระจกตา ซึ่งอาจทำให้เนื้อเยื่อบางลงได้เช่นกัน       กระจกตาบางเกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง? กระจกตาบางเกิดได้จากหลายสาเหตุ การเข้าใจสาเหตุเหล่านี้ช่วยให้สามารถป้องกันและดูแลสุขภาพตาได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น โดยสาเหตุที่พบได้บ่อย มีดังนี้   โรคทางพันธุกรรม แม้ว่าภาวะกระจกตาบางมักเกิดจากพฤติกรรมบางอย่าง แต่ในบางกรณี ความผิดปกตินี้อาจมีสาเหตุจากโรคพันธุกรรมที่ถ่ายทอดภายในครอบครัว หนึ่งในโรคที่พบบ่อย คือ กระจกตาย้วย (Keratoconus) เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของภาวะกระจกตาบาง กระจกตาจะบางลงและโป่งยื่นออกมาคล้ายรูปกรวย ทำให้สายตาเอียงผิดปกติ และการมองเห็นแย่ลงเรื้อรัง มักเริ่มแสดงอาการในช่วงวัยรุ่นถึงอายุ 30 ปี โรคกระจกตาบางจากพันธุกรรมอื่นๆ (Corneal Dystrophies) เช่น Pellucid Marginal Degeneration (PMD) ซึ่งกระจกตาจะบางลงบริเวณขอบด้านล่าง   การบาดเจ็บหรือการผ่าตัดตา การผ่าตัดแก้ไขสายตาบางประเภท เช่น การทำเลสิก (LASIK) หรือ PRK อาจส่งผลให้กระจกตาบางลงได้ โดยเฉพาะในกรณีที่มีการเลเซอร์เนื้อกระจกตา ออกไปมากเกินความจำเป็น ทำให้ความหนาของกระจกตาที่เหลืออยู่ไม่เพียงพอ เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น กระจกตาย้วยในอนาคต นอกจากนี้การบาดเจ็บที่กระจกตาซ้ำๆ รวมถึงการติดเชื้อที่รุนแรง เช่น แผลที่กระจกตาหรือกระจกตาอักเสบ ก็สามารถทำลายเนื้อเยื่อกระจกตาและทำให้เกิดการบางลงได้เช่นกัน โดยเฉพาะหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงที   โรคอื่นๆ หรือการใช้ยา โรคทางภูมิคุ้มกันบางชนิด เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis) หรือโรคเอสแอลอี (SLE) อาจส่งผลกระทบต่อกระจกตา ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง และนำไปสู่ภาวะกระจกตาบางได้ในระยะยาว เนื่องจากภูมิคุ้มกันของร่างกายทำลายเนื้อเยื่อของตาเอง ในขณะเดียวกัน การใช้ยาหยอดตาบางชนิด โดยเฉพาะยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ หากใช้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน อาจมีผลข้างเคียงต่อโครงสร้างของกระจกตา ทำให้เนื้อเยื่อกระจกตาอ่อนแอและบางลงได้เช่นกัน       อาการของภาวะกระจกตาบาง ภาวะกระจกตาบางมักพัฒนาอย่างช้าๆ จนอาจไม่สังเกตเห็นได้ในระยะแรก การเรียนรู้ที่จะสังเกตอาการเบื้องต้นจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้สามารถเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรักษาได้อย่างทันท่วงที โดยอาการที่อาจพบมีดังนี้ การมองเห็นพร่ามัวหรือไม่ชัดเจน ค่าสายตาเปลี่ยนแปลงบ่อยโดยไม่ทราบสาเหตุ มีค่าสายตาเอียงสูงกว่าปกติ มองเห็นภาพบิดเบี้ยว หรือมีลักษณะผิดรูปจากความจริง       วิธีการตรวจและวินิจฉัยกระจกตาบาง โดยปกติแล้วภาวะกระจกตาบางมักถูกตรวจพบในขั้นตอนการประเมินสายตาก่อนทำเลสิก ซึ่งแพทย์จะใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Keratometerตรวจวัดความโค้งของกระจกตาและค่าสายตาเอียง โดยการสะท้อนแสงบนกระจกตาเพื่อตรวจหารูปร่างและความโค้งที่ผิดปกติ ซึ่งความโค้งที่ผิดปกตินี้ อาจสัมพันธ์กับความบางของกระจกตา นอกจากนั้นยังมีการตรวจ Corneal Tophography หรือแผนภูมิดวงตาเพื่อประเมินค่าความหนาบางและความผิดปกติของกระจกตาอื่นๆด้วย โดยอาจจะมีการวัด Tomographic Biomechanical Index หรือ ค่าความเเข็งเเรงของกระจกตา เสริมเพื่อตรวจความเสี่ยงของโรค Corneal Ectasia หรือโรคกระจกตาโป้งอีกด้วย แม้ว่าจะสามารถสังเกตอาการเบื้องต้นได้ เช่น มองเห็นไม่ชัดหรือค่าสายตาเปลี่ยนบ่อย แต่การวินิจฉัยว่ามีกระจกตาบางจริงหรือไม่นั้น ต้องอาศัยการตรวจโดยจักษุแพทย์เท่านั้น เพราะการสังเกตอาการด้วยตนเองเป็นเพียงแนวทางเบื้องต้น ไม่สามารถยืนยันผลได้ ดังนั้นหากสงสัยว่าตนเองมีกระจกตาบาง ควรเข้ารับการตรวจอย่างละเอียดกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อวางแผนการดูแลและรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้น   สรุป กระจกตาบางเป็นภาวะที่หลายคนไม่รู้ตัว แต่สามารถส่งผลกระทบต่อการมองเห็น เช่น ตาพร่ามัว ค่าสายตาเปลี่ยนบ่อย หรือภาพบิดเบี้ยว ซึ่งอาจเกิดจากพันธุกรรม โรคภูมิคุ้มกัน การผ่าตัดแก้ไขสายตา หรือการใช้ยาบางชนิด การตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกจึงมีความสำคัญ โดยเฉพาะผู้ที่วางแผนทำเลสิก ควรเข้ารับการตรวจวัดความหนาและความโค้งของกระจกตาอย่างละเอียดที่ Bangkok Eye Hospital ด้วยเครื่องมือทันสมัยและแพทย์เฉพาะทาง เพื่อป้องกันและดูแลสุขภาพดวงตาได้อย่างมั่นใจ   คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกระจกตาบาง (FAQ) หลายคนที่เพิ่งเคยได้ยินเกี่ยวกับภาวะกระจกตาบางอาจมีข้อสงสัยมากมาย เพื่อช่วยให้เข้าใจมากขึ้น เราได้รวบรวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาวะกระจกตาบาง พร้อมคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญมาฝากกันในบทความนี้   ทำอย่างไรให้กระจกตาหนาขึ้น ความหนาของกระจกตาไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้ เนื่องจากเป็นความผิดปกติที่เกิดจากโครงสร้างภายในชั้นกระจกตาเอง   ถ้าปล่อยให้กระจกตาบางแล้วไม่รักษา จะเป็นอย่างไร? สายตาพร่ามัวรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนไม่สามารถแก้ไขด้วยแว่นหรือคอนแท็กต์เลนส์ปกติได้ กระจกตาโป่งยื่นออกมามากผิดปกติ ทำให้การมองเห็นแย่ลงอย่างถาวร ในบางกรณีรุนแรงมาก อาจเกิดภาวะกระจกตาบวมน้ำฉับพลัน (Acute Hydrops) หรือกระจกตาทะลุ ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินและอาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้หากไม่ได้รับการปลูกถ่ายกระจกตา   สามารถป้องกันภาวะกระจกตาบางได้ไหม หลีกเลี่ยงการขยี้ตาแรงๆ เพราะการขยี้ตาเป็นประจำและรุนแรงสามารถทำให้กระจกตาบางลงและเป็นตัวกระตุ้นให้โรคกระจกตาย้วยแย่ลง ดูแลสุขภาพตาโดยรวม เช่น ไม่ใช้คอนแท็กต์เลนส์นานเกินไป และรักษาความสะอาดของดวงตา พบจักษุแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีประวัติครอบครัวเป็นโรคเกี่ยวกับกระจกตา เพื่อให้สามารถวินิจฉัยและเริ่มการรักษาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งจะให้ผลลัพธ์การรักษาที่ดีกว่า  
ศูนย์รักษากระจกตา

ตาแห้งมีอาการอย่างไร วิธีรักษา ป้องกัน และพฤติกรรมที่ช่วยลดอาการตาแห้ง

อาการตาแห้ง คือภาวะตาขาดความชุ่มชื้นเพราะการผลิตน้ำตาน้อยเกินไปหรือคุณภาพน้ำตาไม่ดี ทำให้เกิดอาการระคายเคืองและไม่สบายตาได้ ตาแห้งเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น อายุที่มากขึ้นทำให้การผลิตน้ำตาน้อยลง การสวมใส่คอนแท็กต์เลนส์นานเกินไป การจ้องจอคอมพิวเตอร์นานๆ รวมถึงผลข้างเคียงจากยาบางชนิด การรักษาตาแห้งทำได้หลายวิธี เช่น ยาหยอดตา น้ำตาเทียม การประคบอุ่น และการรักษาด้วยยาลดการอักเสบ รักษาอาการตาแห้งที่ Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) ได้รับการดูแลจากจักษุแพทย์ พร้อมเทคโนโลยีทันสมัยและการรักษาที่เหมาะสมกับอาการ   ตาแห้งเป็นโรคที่ทำให้ตารู้สึกแห้งและระคายเคือง เนื่องจากการผลิตน้ำตาลดลงหรือคุณภาพของน้ำตาไม่ดีพอ ซึ่งเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย หากดูแลอย่างถูกวิธี จะช่วยลดอาการและป้องกันภาวะตาแห้งในระยะยาว มาหาสาเหตุของอาการตาแห้ง วิธีรักษา รวมถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันอาการตาแห้งได้ในบทความนี้     อาการตาแห้ง คืออะไร? ก่อนทำความรู้จักกับอาการตาแห้ง ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับ ‘น้ำตา’ กันก่อน โดยน้ำตามีความสำคัญต่อดวงตา เป็นตัวช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดวงตา ทำให้มองเห็นสิ่งต่างๆ รอบตัวได้อย่างชัดเจน หล่อเลี้ยงเลี้ยงกระจกตาด้วยออกซิเจน และป้องกันการติดเชื้อและสิ่งแปลกปลอมที่จะเข้ามาทำร้ายดวงตา ตาแห้ง เป็นอาการที่ปริมาณน้ำตาที่เข้ามาหล่อเลี้ยงผิวตามีไม่เพียงพอส่งผลให้ผิวตาอักเสบได้ โดยอาการของตาแห้งอาจเริ่มจากการแสบตา หรือรู้สึกระคายเคืองเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในตา รวมถึงอาจพบอาการตาแดง เจ็บ หรือมีการพร่ามัวที่ดีขึ้นเมื่อกะพริบตา นอกจากนี้ยังอาจรู้สึกฝืดๆ หนักๆ ที่ตา หรือลืมตาลำบาก และบางครั้งอาจมีอาการตาล้าหรือมีน้ำตาไหลมากผิดปกติ     ทำไมถึงมีอาการตาแห้งได้ ตาแห้งเป็นปัญหาที่อาจส่งผลกระทบต่อความสบายของดวงตาและการมองเห็น โดยเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ได้แก่ พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ตโฟนเป็นเวลานานเกินไป อาการภูมิแพ้ที่ตาซึ่งอาจเกิดจากสิ่งแวดล้อมที่มีฝุ่น ควัน หรือมลภาวะ อยู่ในที่ร้อน ลมแรง หรือความชื้นต่ำ ความผิดปกติของต่อมไขมันขอบตา การพบตัวไร (Demodex blepharitis) บริเวณโคนขนตา ซึ่งเกิดจากการอักเสบของต่อมน้ำตา การใช้ยาบางประเภท เช่น ยาคุมกำเนิด ยาแก้แพ้ ยาต้านซึมเศร้า ยาลดความดันโลหิตบางชนิด ฮอร์โมนในร่างกายไม่สมดุล โดยเฉพาะในเพศหญิงที่อาจทำให้คุณภาพของน้ำตาลดลง     อาการตาแห้งเกิดจากอะไร มีปัจจัยอะไรบ้าง ปัจจัยที่ส่งผลต่อการผลิตน้ำตาหรือการทำงานของต่อมน้ำตา หากมีลักษณะดังต่อไปนี้ จะทำให้เกิดอาการตาแห้งได้ง่ายขึ้น สร้างน้ำตาได้น้อยกว่าปกติ  (Aqueous Tear Deficiency) กลุ่มคนที่มีความผิดปกติหรือปัจจัยที่ส่งผลให้สามารถสร้างน้ำตาได้น้อย ได้แก่   กลุ่มคนที่เป็นโรค Sjogren’s Syndrome โรครูมาตอยด์ โรคแพ้ภูมิตัวเอง หรือภาวะที่ไม่พบสาเหตุชัดเจน เช่น Primary Sjogren’s Syndrome กลุ่มคนที่ไม่เป็นโรค Sjogren’s Syndrome เช่น ต่อมน้ำตาทำงานผิดปกติตั้งแต่เกิด โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง การแพ้ยารุนแรง หรือการอักเสบที่ทำให้ท่อน้ำตาตัน กลุ่มคนที่ฮอร์โมนเปลี่ยน มักพบในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่ส่งผลให้การผลิตน้ำตาและสารคัดหลั่งอื่นๆ ในร่างกายลดลง การกินยาบางประเภท เช่น ยาแก้หวัด ยาแก้แพ้ ยาลดความดันโลหิต หรือยาคลายเครียดบางชนิด ที่มีสารกันเสียเป็นส่วนประกอบ อาจทำให้ตาแห้งมากขึ้น เนื่องจากสารเหล่านี้สามารถลดการผลิตน้ำตาได้ น้ำตาระเหยเร็ว (Evaporative Dry Eyes)  ปัจจัยที่ส่งผลให้การระเหยของน้ำตาเกิดขึ้นเร็วกว่าปกติ ได้แก่   ต่อมไขมันที่เปลือกตาทำงานผิดปกติ เปลือกตาอักเสบที่เกิดจากความผิดปกติของชั้นไขมัน จะทำให้การสร้างน้ำตาชั้นน้ำมันลดลง ซึ่งทำให้เกิดการระเหยของน้ำตาได้เร็วขึ้น ความผิดปกติของเปลือกตา การปิดตาไม่สนิทหรือการกะพริบตาน้อยผิดปกติ ซึ่งทำให้การกระจายน้ำตาผิดปกติ และเพิ่มการระเหยของน้ำตา โดนสารเคมีหรือแพ้ยารุนแรง การอักเสบของเยื่อบุตาอาจทำให้เกิดแผลเป็น ซึ่งส่งผลต่อการสร้างน้ำตาชั้นเมือกที่ติดกับกระจกตา ทำให้การสร้างน้ำตาผิดปกติ การใช้สายตามาก พบมากในวัยทำงานจากพฤติกรรมจ้องจอคอมพิวเตอร์นานๆ โดยไม่ค่อยกะพริบตา และการใส่คอนแท็กต์เลนส์ที่ดูดน้ำออกจากดวงตา ทำให้การผลิตน้ำตาลดลงและน้ำตาระเหยเร็ว     วิธีรักษาหรือวิธีแก้โรคตาแห้ง วิธีรักษาโรคตาแห้งจะขึ้นอยู่กับสาเหตุและอาการของแต่ละบุคคล โดยใช้วิธีต่างๆ รวมทั้งการใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการ ดังนี้ หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้ตาแห้ง ควรหลีกเลี่ยงการโดนลมแรง ฝุ่นควัน หรือแสงจ้า โดยการใส่แว่นกันแดดและแว่นกันลม เพื่อป้องกันสิ่งแวดล้อมที่อาจทำให้ตาแห้งขึ้น นอกจากนี้ยังควรหลีกเลี่ยงการใส่คอนแท็กต์เลนส์เป็นเวลานานๆ เพื่อไม่ให้สูญเสียน้ำหล่อเลี้ยงจากดวงตาที่อาจทำให้อาการตาแห้งแย่ลงได้ ใช้น้ำตาเทียม ในการรักษาอาการตาแห้ง น้ำตาเทียมเป็นตัวช่วยที่ดี โดยมี 2 ชนิดให้เลือกใช้ ได้แก่   น้ำตาเทียมที่มีสารกันเสีย ในรูปแบบขวด ควรใช้ไม่เกิน 4-5 ครั้งต่อวัน อาจแบ่งการใช้ยาเพิ่มน้ำตาตามช่วงเวลาของวัน เช่น เช้า กลางวัน เย็น และก่อนนอน ซึ่งเหมาะสำหรับอาการตาแห้งที่ไม่รุนแรง น้ำตาเทียมที่ไม่มีสารกันเสีย แบบกระเปาะ เปิดแล้วมีอายุ 24 ชั่วโมง หรือขวดที่มีระบบวาล์วพิเศษใช้ได้นาน 6 เดือน ใช้บ่อยได้ตามต้องการ เช่น ทุก 1-2 ชั่วโมง เหมาะกับผู้ที่มีอาการตาแห้งรุนแรง  ใช้ยาหยอดตาเพิ่มปริมาณน้ำตา มียาหยอดตาที่ช่วยเพิ่มน้ำตาและรักษาอาการตาแห้งได้ โดยแต่ละชนิดจะช่วยรักษาตามอาการที่แตกต่างกัน ดังนี้   ยา Diquafosol ช่วยเพิ่มการสร้างน้ำตาชั้นเมือกและชั้นน้ำเพื่อให้ความชุ่มชื้นแก่ดวงตาและลดอาการแห้ง ยาปฏิชีวนะ Doxycycline ยาลดการอักเสบของเปลือกตาช่วยลดการอักเสบและอาการระคายเคืองที่เกิดจากตาแห้ง ยากลุ่ม Steroids โดยยานี้ช่วยบรรเทาการอักเสบของผิวตาและลดอาการระคายเคืองที่เกิดจากการขาดน้ำตา ยา Cyclosporine ยากดภูมิคุ้มกัน (Immunosuppressant) ชนิดหยอดตา ช่วยลดการอักเสบในตาและเพิ่มการผลิตน้ำตา โดยการปรับสมดุลของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ซึ่งสามารถช่วยลดอาการตาแห้งได้ การทำความสะอาดเปลือกตา การทำความสะอาดเปลือกตาและประคบอุ่นด้วยแชมพูเด็กผสมเจือจางหรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเปลือกตาช่วยลดการอุดตันของต่อมไขมันในเปลือกตา ทำให้ชั้นไขมันที่เคลือบน้ำตาทำงานได้ดีขึ้น ช่วยป้องกันน้ำตาระเหยเร็วและลดอาการตาแห้ง ใช้ Autologous Serum การรักษาอาการตาแห้งชนิดรุนแรงโดยใช้สารที่ช่วยฟื้นฟูเนื้อเยื่อทำได้โดยการเจาะเลือดจากผู้ป่วยไปปั่นแยกเป็น Serum และนำมาหยอดร่วมกับการใช้น้ำตาเทียม ซึ่งจะช่วยลดการอักเสบของเซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆ และส่งเสริมการฟื้นตัวของเนื้อเยื่อให้กลับสู่สภาพปกติได้ดีขึ้น การอุดท่อระบายน้ำตาที่หัวตา (Punctal Plug) การรักษาอาการตาแห้งที่รุนแรงทำได้โดยการอุดช่องทางที่น้ำตาไหลออกจากตา (Punctum) ซึ่งมีทั้งชนิดอุดชั่วคราวและชนิดอุดถาวร โดยการใส่ Silicone Plug หรือ Punctal Cautery ซึ่งเป็นการจี้บริเวณช่องทางที่น้ำตาระบายออกจากตา วิธีนี้ช่วยให้ดวงตาเก็บน้ำตาไว้ได้นานขึ้น ลดการระเหยของน้ำตา และช่วยบรรเทาอาการตาแห้งได้ในกรณีที่อาการรุนแรงมาก     การปรับพฤติกรรมเพื่อป้องกันอาการตาแห้ง การป้องกันอาการตาแห้งทำได้ง่ายๆ ด้วยการปรับพฤติกรรมบางอย่างในชีวิตประจำวัน ดังนี้    หยุดพักจากการใช้งานหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือมือถือทุกๆ 20 นาที โดยการหลับตาสัก 20 วินาที หรือมองสิ่งที่อยู่ไกลประมาณ 20 ฟุต เพื่อให้ตาได้พักและผ่อนคลาย งดการใช้คอนแท็กต์เลนส์ต่อเนื่อง ควรสลับใส่แว่นในระหว่างวันเพื่อให้ดวงตาได้พัก ใช้งานคอมพิวเตอร์หรือมือถือในที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอ เพื่อช่วยลดความเครียดของดวงตา เตือนตัวเองให้กะพริบตาบ่อยๆ เพื่อให้น้ำตาเคลือบตาและช่วยลดการระเหยของน้ำตา หากอยู่ในที่ที่มีอากาศแห้ง ร้อน หรือมีลมแรง ควรสวมแว่นกันแดดกันลมเพื่อปกป้องตาจากสภาพแวดล้อม กินอาหารที่ครบทุกหมู่ โดยเฉพาะผัก ผลไม้ ปลา หรืออาหารที่มีโอเมกา 3 ซึ่งช่วยต้านอนุมูลอิสระและลดการอักเสบของตา  ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อวัน สรุป ตาแห้งคืออาการที่น้ำตาผลิตไม่เพียงพอหรือระเหยเร็วเกินไป ทำให้ดวงตารู้สึกแห้ง ระคายเคือง และอาจเกิดการอักเสบได้ รักษาได้หลายวิธี เช่น ใช้น้ำตาเทียม ประคบอุ่น ใช้ยาเพื่อเพิ่มการสร้างน้ำตาหรือลดการอักเสบ และป้องกันตาแห้งได้ด้วยการปรับพฤติกรรมการใช้ดวงตา รวมถึงการใช้ยาเพื่อรักษาความชุ่มชื้นของดวงตา  สำหรับผู้ที่มีอาการตาแห้งรุนแรง รับการรักษาได้ที่ ศูนย์โรคจักษุประสาทวิทยา Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) ซึ่งให้การดูแลปัญหาตาแห้งที่ส่งผลต่อการมองเห็นและระบบประสาท โดยจักษุแพทย์ในการวินิจฉัยและรักษาภาวะตาแห้งอย่างครบวงจร

ทางออกของคนสายตาพร่ามัว เปลี่ยนเลนส์ตาเพื่อการมองเห็นที่ชัดเจน

การเปลี่ยนเลนส์ตา คือการผ่าตัดนำเลนส์แก้วตาธรรมชาติออกแล้วใส่เลนส์แก้วตาเทียม (Intraocular Lens – IOL) แทน เพื่อแก้ไขปัญหาสายตา ผู้ที่มีสายตาผิดปกติสูง หรือต้อกระจก ไม่เหมาะกับการทำเลสิก (LASIK/PRK) เหมาะกับการเปลี่ยนเลนส์ตา ข้อดีของการเปลี่ยนเลนส์ตาคือทำให้การมองเห็นชัดเจน ฟื้นฟูคุณภาพชีวิต และลดการพึ่งพาแว่นสายตา สายตาพร่ามัวหรือมองไม่ชัดอาจเกิดจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นต้อกระจก สายตายาว สายตาสั้น หรือความผิดปกติของเลนส์ตา ซึ่งส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การทำงาน และความมั่นใจในการมองเห็น การเปลี่ยนเลนส์ตาจึงเป็นทางออกที่ช่วยฟื้นฟูการมองเห็นให้ชัดเจน ปลอดภัย และเหมาะกับสภาพสายตาของแต่ละบุคคล อีกทั้งยังช่วยลดอาการตาพร่ามัว ปรับโฟกัสภาพได้ดี และคืนความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตประจำวัน ก่อนตัดสินใจทำ ควรศึกษาขั้นตอน ข้อดี และข้อควรระวัง เพื่อให้การเปลี่ยนเลนส์ตาเป็นไปอย่างปลอดภัยและได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด     การเปลี่ยนเลนส์ตา (Lens Replacement Surgery) คืออะไร? การผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาคือการเอาเลนส์แก้วตาธรรมชาติออกแล้วฝังเลนส์แก้วตาเทียมเข้าไป เพื่อแก้ไขปัญหาสายตา เช่น สายตายาวตามอายุ สายตาสั้น หรือสายตาเอียง เทคนิคนี้คล้ายการผ่าตัดต้อกระจก แต่ RLE เป็นการผ่าตัดเพื่อปรับปรุงคุณภาพการมองเห็น ไม่ได้ทำเพื่อรักษาต้อกระจกโดยตรง     การทำงานของเลนส์ตาธรรมชาติ ก่อนทำความเข้าใจการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตา ควรเข้าใจการทำงานของเลนส์ตาธรรมชาติก่อน เลนส์ตาอยู่ด้านหลังม่านตา มีลักษณะใสและยืดหยุ่น ทำงานร่วมกับกระจกตาเพื่อรวมแสงลงบนจอประสาทตา ทำให้สมองเห็นภาพชัด ในวัยหนุ่มสาว เลนส์ตามีความยืดหยุ่นสูง ปรับโฟกัสใกล้ไกลได้ดี แต่เมื่ออายุมากขึ้น เลนส์ตาแข็งตัว สูญเสียความยืดหยุ่น เกิดภาวะสายตายาวตามอายุ (Presbyopia) ส่วนผู้ที่เป็นต้อกระจก โปรตีนในเลนส์จับตัวเป็นก้อน ทำให้เลนส์ขุ่น แสงผ่านได้น้อย มองเห็นภาพพร่ามัวเหมือนผ่านหมอก   ใครบ้างที่เหมาะกับการเปลี่ยนเลนส์ตา? การผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาการมองเห็นที่แก้ไขด้วยวิธีอื่นได้ยาก หรือต้องการแก้ไขปัญหาหลายอย่างในคราวเดียว   ผู้ที่ต้องการแก้ไขสายตา สำหรับผู้ที่ต้องการแก้ไขปัญหาสายตา การผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง โดยเฉพาะในผู้ที่มีค่าสายตาสูงหรือไม่เหมาะกับการทำเลสิก (LASIK) หรือ PRK การเปลี่ยนเลนส์ตาสามารถปรับค่าสายตาให้เหมาะสมได้อย่างถาวร   นอกจากนี้ผู้ป่วยสามารถเลือกใช้เลนส์เทียมชนิดพิเศษ (IOL) ที่แก้ไขทั้งสายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียง ช่วยลดความจำเป็นในการใส่แว่นหรือคอนแท็กต์เลนส์หลังผ่าตัด ทำให้การมองเห็นชัดเจนและสะดวกสบายขึ้นในชีวิตประจำวัน อีกทั้งยังเป็นการฟื้นฟูคุณภาพการมองเห็นให้ใกล้เคียงกับสายตาปกติได้มากที่สุด   3: ผู้ที่มีสายตายาวตามอายุ ปัญหาสายตายาวตามอายุเกิดจากเลนส์ตาแข็งตัวและสูญเสียความยืดหยุ่น ทำให้โฟกัสภาพระยะใกล้ได้ยากขึ้น ผู้ที่มีสายตายาวตามอายุอาจต้องใช้แว่นอ่านหนังสือหรือแว่นหลายระยะ การผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาชนิดพิเศษ (Presbyopia-Correcting IOL) สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้โดยช่วยให้มองเห็นชัดทั้งระยะใกล้ กลาง และไกล ขึ้นอยู่กับชนิดของเลนส์ที่เลือกใช้ นอกจากนี้ เลนส์บางชนิดยังสามารถลดความจำเป็นในการใส่แว่นสายตาหลังผ่าตัด ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันสะดวกขึ้น และช่วยฟื้นฟูคุณภาพการมองเห็นให้ใกล้เคียงกับวัยหนุ่มสาวได้มากขึ้น   ผู้ที่เป็นต้อกระจก ต้อกระจกเกิดจากความเสื่อมของเลนส์ตา ทำให้เลนส์ขุ่นหรือไม่ใสเหมือนเดิม ทำให้แสงผ่านไม่เต็มที่และเกิดภาพพร่ามัว มักพบในผู้สูงอายุ แต่บางครั้งอาจเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น ภาวะทางพันธุกรรม การบาดเจ็บที่ตา โรคเบาหวาน หรือการใช้ยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์   การผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ได้ผลมากที่สุด โดยจะนำเลนส์แก้วตาธรรมชาติที่ขุ่นออกและแทนด้วยเลนส์เทียม (IOL) เลนส์เทียมนี้สามารถเลือกชนิดและคุณสมบัติให้เหมาะกับความต้องการของผู้ป่วย เช่น เลนส์สำหรับโฟกัสระยะใกล้ไกลพร้อมกัน หรือเลนส์ที่ลดการเกิดสายตายาวตามอายุ     ประเภทของเลนส์แก้วตาเทียม การเลือกประเภทของเลนส์แก้วตาเทียมเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการวางแผนการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตา ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการมองเห็นหลังผ่าตัด โดยเลนส์แก้วตาเทียมจะแบ่งออกเป็นหลายประเภทตามความสามารถในการโฟกัส   1. เลนส์โฟกัสระยะเดียว เลนส์มาตรฐาน (Monofocal IOL) เป็นเลนส์เทียมที่ได้รับความนิยมมานาน มีคุณสมบัติเด่นตรงที่ให้การมองเห็นชัดเจนในระยะใดระยะหนึ่ง ขณะเดียวกันก็ช่วยลดปัญหาตาพร่ามัวจากต้อกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ   ข้อดีของเลนส์ชนิดนี้คือการมองเห็นระยะไกลชัดเจน เหมาะกับผู้ที่เน้นกิจกรรมกลางแจ้งหรือขับรถ และมีราคาที่เข้าถึงได้ง่าย ส่วนข้อจำกัดสำคัญคือยังต้องใช้แว่นตาเมื่อมองใกล้ เช่น อ่านหนังสือ ใช้โทรศัพท์ หรือทำงานกับหน้าจอคอมพิวเตอร์   2. เลนส์โฟกัสระยะกลางและไกล เลนส์ชนิด EDOF (Extended Depth of Focus) ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อขยายช่วงการโฟกัส ทำให้ผู้ใช้มองเห็นได้ชัดเจนทั้งระยะกลางและระยะไกล มักให้ภาพที่คมชัดต่อเนื่องและลดปัญหาภาพซ้อนหรือแสงฟุ้ง เหมาะกับการทำงานบนคอมพิวเตอร์ ดูโทรทัศน์ หรือกิจกรรมประจำวันที่ไม่ต้องโฟกัสใกล้มาก   ข้อดีคือช่วยลดการพึ่งพาแว่นตาได้มากกว่าการใช้เลนส์มาตรฐาน ถึงเปลี่ยนมาใส่เลนส์ชนิดนี้แล้ว แต่ผู้ใช้ยังคงต้องใส่แว่นตาเมื่อมองใกล้ เช่น อ่านหนังสือหรือใช้โทรศัพท์บางครั้ง   3. เลนส์โฟกัสหลายระยะ เลนส์โฟกัสหลายระยะ (Multifocal IOL / Trifocal IOL) ถูกออกแบบให้โฟกัสภาพได้หลายระยะ ทั้งระยะไกล ระยะกลาง และระยะใกล้ ทำให้ผู้ใช้สามารถมองเห็นได้ชัดเจนในกิจกรรมหลากหลายโดยไม่ต้องพึ่งแว่นตาในชีวิตประจำวัน ช่วยเพิ่มความสะดวกและอิสระในการใช้ชีวิต เลนส์มัลติโฟกัสอาจเกิดอาการมองเห็นแสงฟุ้งกระจาย (Halo) หรือแสงจ้า (Glare) โดยเฉพาะตอนกลางคืน และผู้ใช้บางรายอาจต้องใช้เวลาปรับตัวให้คุ้นเคยกับการมองเห็น รวมถึงยังไม่เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาตาแห้งรุนแรงหรือโรคจอประสาทตาบางชนิด     ขั้นตอนการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตา การผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาในปัจจุบันมักใช้เทคนิคที่เรียกว่า Phacoemulsification ซึ่งเป็นการผ่าตัดแผลเล็ก ใช้เวลาไม่นาน และฟื้นตัวได้เร็ว โดยมีขั้นตอนคือ   จักษุแพทย์จะตรวจวัดค่าสายตาและโครงสร้างตาอย่างละเอียด เพื่อคำนวณกำลังเลนส์แก้วตาเทียมที่เหมาะสมที่สุด ผู้ป่วยจะได้รับคำแนะนำในการเตรียมตัว เช่น งดอาหารและน้ำก่อนผ่าตัด แพทย์จะหยอดยาชาเฉพาะที่ดวงตา ทำให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกเจ็บปวดระหว่างการผ่าตัด จากนั้นจึงเปิดแผลขนาดเล็กเพียง 2-3 มิลลิเมตรที่ขอบกระจกตา ใช้เครื่องมืออัลตราซาวด์ขนาดเล็กสอดผ่านแผล เพื่อสลายเลนส์ตาที่ขุ่นให้เป็นชิ้นเล็กๆ และดูดออกมา หลังนำเลนส์เดิมออก แพทย์จะพับเลนส์แก้วตาเทียมสอดเข้าไปในถุงหุ้มเลนส์เดิม เลนส์จะกางออกอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ซึ่งแผลเล็กมากจนสามารถสมานตัวเองได้โดยไม่ต้องเย็บ ทำให้ลดระยะเวลาการฟื้นตัว ข้อดีของการเปลี่ยนเลนส์ตา การผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาช่วยคืนความคมชัดในการมองเห็นและยกระดับคุณภาพชีวิต ลดความจำเป็นในการพึ่งพาแว่นตาหรือคอนแท็กต์เลนส์ โดยข้อดีของการรักษาด้วยวิธีนี้มีดังนี้   แก้ปัญหาสายตาได้หลากหลาย ตั้งแต่สายตาสั้น ยาว เอียง รวมถึงสายตายาวตามอายุ ไปจนถึงต้อกระจก เลนส์แก้วตาเทียมมีอายุการใช้งานยาวนานตลอดชีวิต ไม่ต้องกังวลว่าเลนส์จะเสื่อมสภาพ ใช้เวลาไม่นานก็สามารถฟื้นตัว และสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ค่อนข้างเร็ว ข้อควรระวังและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น แม้ว่าการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาจะเป็นการผ่าตัดที่มีความปลอดภัยสูง แต่ก็มีความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนเช่นเดียวกับการผ่าตัดอื่นๆ ได้แก่   ความดันในลูกตาสูง อาจเกิดขึ้นชั่วคราวหลังการผ่าตัด เลือดออกในตา อาจเกิดขึ้นได้แต่ไม่บ่อยนัก การติดเชื้อในดวงตา ถือเป็นภาวะรุนแรงแต่เกิดได้น้อยมาก เลนส์แก้วตาเทียมอาจเคลื่อนออกจากตำแหน่งที่เหมาะสม จอประสาทตาบวม (Cystoid Macular Edema) อาจเกิดขึ้นในผู้ป่วยบางราย ถุงหุ้มเลนส์ที่เหลืออยู่ขุ่นมัวหลังการผ่าตัด สามารถแก้ไขด้วยเลเซอร์ (YAG Laser)     เปลี่ยนเลนส์ตาที่ศูนย์โรคกระจกตา Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร Bangkok Eye Hospital ให้บริการดูแลดวงตาอย่างครบวงจร ผสานเทคโนโลยีการรักษาทันสมัย ด้วยจักษุแพทย์เฉพาะทางมากประสบการณ์ พร้อมตรวจวินิจฉัยและดูแล รวมถึงการเปลี่ยนเลนส์ตาที่ศูนย์โรคกระจกตา เพื่อคืนสุขภาพดวงตาที่ดีให้คุณ โรงพยาบาลมีจักษุแพทย์ให้คำปรึกษา อธิบายอาการผิดปกติ และแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสม ด้วยเครื่องมือมาตรฐานสากล ครอบคลุมตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา จนถึงการติดตามผล พร้อมสร้างบรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง เพื่อให้ผู้มารับบริการมั่นใจและได้รับการดูแลดวงตาอย่างเต็มที่   สรุป การเปลี่ยนเลนส์ตาคือการผ่าตัดนำเลนส์แก้วตาธรรมชาติออกและใส่เลนส์แก้วตาเทียม (IOL) แทน เพื่อแก้ไขปัญหาสายตาหรือภาวะต้อกระจก ทำให้การมองเห็นชัดเจนขึ้นและลดการพึ่งพาแว่นตาหรือคอนแท็กต์เลนส์ เลนส์เทียมมีหลายชนิด ทั้งเลนส์ชัดระยะเดียว เลนส์ชัดหลายระยะ และเลนส์ปรับโฟกัสอัตโนมัติ เลือกใช้ให้เหมาะสมกับผู้ป่วย การผ่าตัดทำผ่านแผลขนาดเล็ก ช่วยลดระยะเวลาฟื้นตัว ข้อดีคือฟื้นฟูคุณภาพชีวิตและความสะดวกสบายในการมองเห็น ส่วนความเสี่ยงมีทั้งการติดเชื้อ เลือดออก ความดันลูกตาสูง เลนส์เคลื่อนตัว หรือภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ซึ่งสามารถป้องกันและรักษาได้โดยแพทย์เฉพาะทางที่ Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) โดยราคาของการรักษาขึ้นอยู่กับลักษณะและสาเหตุของการเปลี่ยนเลนส์ เช่น การเปลี่ยนเลนส์ตาเทียมทั่วไป หรือการเปลี่ยนเลนส์ตาต้อกระจก   อ่านบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ทำเลสิกที่ไหนดี? เปรียบเทียบเทคนิคและเกณฑ์การเลือกโรงพยาบาล ภาพเบลอในสนาม อาจทำให้คุณพลาดโอกาสสำคัญ เลสิกสำหรับนักแบดมินตัน เพิ่มความคมชัดเพื่อชัยชนะทุกคอร์ต คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเปลี่ยนเลนส์ตา (FAQ) หลายคนอาจสงสัยเกี่ยวกับการเปลี่ยนเลนส์ตา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความปลอดภัย วิธีการผ่าตัด ประเภทเลนส์ ข้อดี-ข้อจำกัด หรือระยะเวลาฟื้นตัว ในส่วนนี้เราจึงรวบรวมคำถามที่พบบ่อย พร้อมคำตอบเพื่อให้เข้าใจภาพรวมของการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น   การดูแลหลังเปลี่ยนเลนส์ตาทำอย่างไร หลังเปลี่ยนเลนส์ตาควรพักสายตา ใช้น้ำตาเทียมตามคำแนะนำ หลีกเลี่ยงการขยี้ตาและกิจกรรมเสี่ยงต่างๆ เช่น การยกของหนักหรือออกแรงมาก พร้อมไปตามนัดจักษุแพทย์เพื่อตรวจติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ และสังเกตอาการผิดปกติ เช่น ตาแดง ปวดตาหรือมองเห็นไม่ชัด เพื่อแจ้งแพทย์ทันทีหากเกิดปัญหา   เปลี่ยนเลนส์ตาได้กี่ครั้ง โดยทั่วไป การเปลี่ยนเลนส์ตาสามารถทำได้เพียงครั้งเดียวสำหรับเลนส์แก้วตาธรรมชาติ แต่เลนส์แก้วตาเทียม (IOL) สามารถเปลี่ยนหรือปรับแก้ได้หากมีปัญหา เช่น เลนส์เคลื่อน เลนส์ขุ่น หรือผู้ป่วยต้องการเปลี่ยนชนิดเลนส์ใหม่ แต่การทำซ้ำขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของจักษุแพทย์และสภาพตาของผู้ป่วย   เปลี่ยนเลนส์ตาต้องพักฟื้นกี่วัน หลังการเปลี่ยนเลนส์ตา ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถกลับไปทำกิจวัตรประจำวันเบาๆ ได้ภายใน 1-2 วัน แต่สายตาจะค่อยๆ ฟื้นตัวเต็มที่ประมาณ 1-2 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับชนิดเลนส์และสภาพตาของแต่ละคน ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมเสี่ยง เช่น ขยี้ตาหนัก ยกของหนัก หรือเล่นกีฬาหนัก จนกว่าจักษุแพทย์จะประเมินว่าเหมาะสม

มองเห็นภาพซ้อนขึ้นจากอะไรได้บ้าง? พร้อมวิธีวินิจฉัยและการรักษา

ภาวะเห็นภาพซ้อนคืออาการที่มองสิ่งเดียวกันเป็นสองภาพพร้อมกัน เกิดจากความผิดปกติของตา กล้ามเนื้อตา เลนส์ตา หรือระบบประสาทบางส่วน สาเหตุของภาวะเห็นภาพซ้อนเกิดจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อตา เลนส์ตา โรคประสาทตา หรือสมอง การรักษาภาวะเห็นภาพซ้อนขึ้นอยู่กับสาเหตุ อาจใช้แว่นแก้ไขสายตา ฝึกกล้ามเนื้อตา หรือรักษาโรคต้นเหตุบางกรณีต้องผ่าตัดตามคำแนะนำแพทย์ อาการเห็นภาพซ้อน (Double Vision) เป็นปัญหาการมองเห็นภาพซ้อนที่เกิดขึ้นเมื่อภาพจากตาทั้งสองข้างไม่รวมกันอย่างถูกต้อง อาจทำให้มองวัตถุไม่ชัดเจนหรือเห็นสองภาพพร้อมกัน ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การอ่าน การขับขี่ และความปลอดภัย การเข้าใจสาเหตุและวิธีวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้การรักษาแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น     ภาวะเห็นภาพซ้อนคืออะไร? ภาวะเห็นภาพซ้อน (Diplopia) คือการมองเห็นวัตถุหนึ่งชิ้นเป็นสองชิ้น ภาวะนี้สร้างความรำคาญและส่งผลกระทบอย่างมากต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การขับรถ การอ่านหนังสือ หรือแม้แต่การเดิน ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเวียนหัวและเสียการทรงตัวได้   อาการเห็นภาพซ้อนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก คือ   เห็นภาพซ้อนข้างเดียว (Monocular Diplopia) อาการเห็นภาพซ้อนจะยังคงอยู่แม้จะปิดตาข้างที่ปกติแล้วก็ตาม แสดงว่าปัญหานั้นเกิดจากความผิดปกติของดวงตาเพียงข้างเดียว เห็นภาพซ้อนสองข้าง (Binocular Diplopia) อาการเห็นภาพซ้อนจะหายไปเมื่อปิดตาข้างใดข้างหนึ่ง แสดงว่าปัญหานั้นเกิดจากการที่ดวงตาทั้งสองข้างทำงานไม่สอดคล้องกัน     สาเหตุของภาวะเห็นภาพซ้อน การที่ตามองเห็นภาพซ้อนไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่สามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย ซึ่งสามารถแบ่งตามชนิดและลักษณะของภาพซ้อน ดังนี้   สาเหตุของภาวะเห็นภาพซ้อนข้างเดียว (Monocular Diplopia) ภาวะนี้มักเกิดจากปัญหาที่โครงสร้างภายในดวงตา เช่น กระจกตา เลนส์ตา หรือจอประสาทตา ซึ่งเป็นปัญหาเฉพาะที่ และมักไม่เกี่ยวกับกล้ามเนื้อหรือเส้นประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของดวงตา   ต้อกระจก (Cataract) ต้อกระจกคือภาวะที่เลนส์ตาซึ่งปกติแล้วจะใสสะอาด เกิดความขุ่นมัว ทำให้แสงที่ส่องผ่านเลนส์ไปยังจอประสาทตาเกิดการกระเจิง ส่งผลให้ภาพที่มองเห็นไม่คมชัดและอาจเห็นเป็นภาพซ้อนได้ในบางครั้ง อาการตาพร่ามัว เห็นภาพซ้อนมักค่อยๆ เป็นมากขึ้นตามอายุ   กระจกตาผิดปกติ   กระจกตาบวมน้ำ (Corneal Edema) เกิดจากการสะสมของน้ำในชั้นกระจกตา ทำให้กระจกตาขุ่นมัวและบวม การมองเห็นจึงไม่ชัดเจนและอาจเห็นภาพซ้อน กระจกตาเป็นแผลหรือแผลเป็น ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับกระจกตา เช่น แผลจากการติดเชื้อหรือการบาดเจ็บ สามารถส่งผลต่อการหักเหของแสง ทำให้เกิดภาพซ้อน กระจกตาเป็นรูปกรวย (Keratoconus) เป็นภาวะที่กระจกตาค่อยๆ โก่งตัวออกเป็นรูปกรวย ทำให้การหักเหของแสงผิดปกติและมองเห็นภาพซ้อน ปัญหาสายตาและค่าสายตา สายตาเอียง (Astigmatism) เป็นภาวะที่กระจกตามีรูปร่างโค้งไม่สม่ำเสมอ คล้ายลูกรักบี้ ทำให้การมองเห็นภาพในบางทิศทางไม่คมชัดและอาจเห็นภาพซ้อนได้ ส่วนความผิดปกติของเลนส์ตาเทียม สำหรับผู้ที่เคยผ่าตัดต้อกระจกและใส่เลนส์เทียม หากเลนส์เกิดการเคลื่อนที่หรือมีปัญหา ก็สามารถทำให้เห็นภาพซ้อนได้เช่นกัน   สาเหตุของภาวะเห็นภาพซ้อนสองข้าง (Binocular Diplopia) ภาวะนี้มักเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาที่กล้ามเนื้อตา เส้นประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อตา หรือสมอง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ร้ายแรงกว่าและต้องได้รับการวินิจฉัยอย่างรวดเร็ว   ปัญหาเกี่ยวกับกล้ามเนื้อตา ดวงตาแต่ละข้างถูกควบคุมโดยกล้ามเนื้อ 6 มัด หากกล้ามเนื้อเหล่านี้อ่อนแรงหรือทำงานไม่สอดคล้องกัน อาจทำให้ดวงตาไม่สามารถเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกันได้ในเวลาเดียวกัน โดยปัญหากล้ามเนื้อตาที่ทำให้เห็นภาพซ้อน เช่น   ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ (Graves' Disease) ภาวะนี้ทำให้กล้ามเนื้อตาเกิดการอักเสบและบวม ส่งผลให้กล้ามเนื้อทำงานผิดปกติ โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Myasthenia Gravis) เป็นโรคทางระบบภูมิคุ้มกันที่ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงทั่วร่างกาย รวมถึงกล้ามเนื้อที่ควบคุมดวงตา ทำให้เกิดภาวะตาเหล่และภาพซ้อน ปัญหาเกี่ยวกับเส้นประสาทตา เส้นประสาทสมองคู่ที่ 3, 4 และ 6 มีหน้าที่ควบคุมกล้ามเนื้อที่เคลื่อนไหวดวงตา หากเส้นประสาทเหล่านี้ได้รับความเสียหายจากการบาดเจ็บหรือโรค จะส่งผลกระทบต่อการทำงานของกล้ามเนื้อตา โรคที่มักส่งผลต่อการมองเห็นภาพซ้อน ได้แก่   เบาหวาน ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรังสามารถทำลายเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อตาได้ โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis: MS) เป็นโรคทางระบบประสาทส่วนกลางที่ทำลายปลอกประสาท ทำให้เกิดการอักเสบและทำให้การส่งสัญญาณประสาทผิดปกติ หลอดเลือดสมองอุดตันหรือแตก (Stroke) ภาวะนี้สามารถส่งผลกระทบต่อเส้นประสาทที่ควบคุมดวงตาและทำให้เกิดภาพซ้อนเฉียบพลัน ปัญหาที่สมอง สมองมีหน้าที่ในการประมวลผลสัญญาณภาพจากดวงตาทั้งสองข้าง หากสมองเกิดความผิดปกติ อาจส่งผลต่อการทำงานร่วมกันของดวงตา ปัญหาจากสมองที่ส่งผลทำให้เห็นภาพซ้อน มีดังนี้   เนื้องอกในสมอง หากเนื้องอกไปกดทับเส้นประสาทที่เกี่ยวข้องกับการมองเห็น อาจทำให้เกิดภาพซ้อนได้ ภาวะสมองบวม (Aneurysm) การโป่งพองของหลอดเลือดสมองสามารถไปกดทับเส้นประสาทตา ทำให้เกิดภาพซ้อนและอาการอื่นๆ ตามมา การบาดเจ็บที่ศีรษะ (Traumatic Brain Injury) การกระทบกระเทือนที่ศีรษะอย่างรุนแรงอาจทำลายบริเวณที่เกี่ยวข้องกับการมองเห็นในสมองได้     ขั้นตอนการวินิจฉัยภาวะเห็นภาพซ้อน เมื่อเกิดอาการเห็นภาพซ้อน การเข้าพบจักษุแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ เป็นสิ่งสำคัญ เพราะแพทย์สามารถตรวจวินิจฉัยสาเหตุได้อย่างแม่นยำ และแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล โดยมีขั้นตอนดังนี้   1. การซักประวัติ จักษุแพทย์จะซักถามอาการอย่างละเอียด เช่น ระยะเวลาที่เริ่มเกิดอาการและความถี่ของการเกิดภาพซ้อน ตรวจว่าภาพซ้อนหายไปเมื่อปิดตาข้างใดข้างหนึ่งหรือไม่ สังเกตทิศทางของภาพซ้อนว่าเป็นแนวตั้งหรือแนวนอน พร้อมสอบถามอาการร่วม เช่น ปวดหัว เวียนหัว หรืออาการอื่นๆ รวมถึงประวัติการบาดเจ็บที่ศีรษะและโรคประจำตัว   2. แนวทางในการตรวจหาอาการ การตรวจวินิจฉัยการมองเห็นภาพซ้อนจะเริ่มจากการตรวจตาอย่างละเอียด จักษุแพทย์จะวัดค่าสายตา ตรวจกระจกตาและเลนส์ตา พร้อมประเมินการทำงานของกล้ามเนื้อตา จากนั้นอาจตรวจเลือดเพื่อตรวจหาสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับโรคทางระบบ เช่น เบาหวานหรือต่อมไทรอยด์ และหากสงสัยว่าปัญหาเกี่ยวข้องกับสมองหรือเส้นประสาท จักษุแพทย์อาจส่งตรวจ CT Scan หรือ MRI เพื่อดูความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น     แนวทางการรักษาอาการเห็นภาพซ้อน การรักษาภาวะเห็นภาพซ้อนจำเป็นต้องระบุสาเหตุที่แท้จริงก่อน ซึ่งขึ้นอยู่กับปัญหาหลักที่ทำให้เกิดอาการ โดยวิธีการรักษา มีดังนี้   การรักษาโรคพื้นฐาน หากสาเหตุมาจากโรคประจำตัว เช่น เบาหวานหรือไทรอยด์ การควบคุมโรคให้ดีจะช่วยให้อาการภาพซ้อนดีขึ้นได้ ใช้แว่นตาปริซึม สำหรับผู้ที่มีภาวะเห็นภาพซ้อนสองข้างจากปัญหาที่กล้ามเนื้อตา แพทย์อาจแนะนำให้ใช้แว่นตาปริซึมเพื่อช่วยปรับทิศทางของแสงและรวมภาพให้เป็นภาพเดียว ฉีดโบท็อกซ์ สำหรับภาวะตาเหล่หรือกล้ามเนื้อตาทำงานไม่สอดคล้องกัน แพทย์อาจฉีดโบท็อกซ์เพื่อคลายกล้ามเนื้อตา แก้ไขภาวะต้อกระจก การผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาเป็นวิธีรักษาที่มีประสิทธิภาพ การผ่าตัด ในบางกรณี เช่น ผู้ที่มีภาวะตาเหล่หรือมีเนื้องอก การผ่าตัดอาจเป็นทางเลือกในการรักษา ข้อควรระวังและคำแนะนำเพิ่มเติม นอกจากการรักษาแล้ว การปฏิบัติตัวอย่างระมัดระวังและคำแนะนำเพิ่มเติมก็มีความสำคัญ เพราะช่วยป้องกันอาการเห็นภาพซ้อนแย่ลง ลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน   อย่าละเลยอาการ หากมีอาการเห็นภาพซ้อน ไม่ว่าจะเป็นเพียงชั่วคราวหรือตลอดเวลา ควรไปพบจักษุแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง ควบคุมโรคประจำตัว หากมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวานหรือความดันโลหิตสูง ควรควบคุมระดับน้ำตาลและความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่ดวงตา การพักผ่อน การพักผ่อนอย่างเพียงพอและลดการใช้สายตาอย่างหนักอาจช่วยบรรเทาอาการได้ในบางกรณี     รักษาอาการเห็นภาพซ้อนที่ศูนย์โรคจักษุประสาทวิทยา Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร Bangkok Eye Hospital ให้บริการดูแลดวงตาอย่างครบวงจร ด้วยการเน้นทั้งเทคโนโลยี การรักษาที่ทันสมัย และประสบการณ์จากจักษุแพทย์เฉพาะทาง พร้อมตรวจวินิจฉัยและรักษาผู้ที่มีอาการเห็นภาพซ้อน เพื่อคืนสุขภาพดวงตาที่ดีให้คุณ บริการเด่นของโรงพยาบาลประกอบด้วย   ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับอาการผิดปกติ พร้อมแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสม ใช้เครื่องมือมาตรฐานสากลเพื่อการรักษาดวงตาอย่างปลอดภัย ครอบคลุมตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา จนถึงการติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ สรุป อาการเห็นภาพซ้อนเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ความผิดปกติของกล้ามเนื้อตา เลนส์ตา โรคประสาทตา จนถึงปัญหาสมอง การวินิจฉัยเริ่มจากการซักประวัติ ตรวจสายตาและกล้ามเนื้อตาอย่างละเอียด บางกรณีอาจต้องตรวจเลือดหรือทำ CT/MRI เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุ เช่น การปรับแก้สายตา การใช้ยา หรือการผ่าตัด ในขณะเดียวกัน การปฏิบัติตัวอย่างระมัดระวัง เช่น หลีกเลี่ยงความเครียดตา และพักสายตาเป็นประจำ จะช่วยลดอาการแย่ลง ภาวะนี้ควรได้รับการตรวจและรักษาโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางที่ Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ)   อ่านบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จอประสาทตาเป็นรูเกิดจากอะไร? อาการที่ควรรีบพบแพทย์ และวิธีรักษา สังเกตอาการจอประสาทตาบวมน้ำ สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม! เส้นเลือดฝอยในตาแตกอันตรายไหม? สังเกตอาการและวิธีรักษาที่ควรรู้ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเห็นภาพซ้อน (FAQ) ตอบคำถามเกี่ยวกับอาการเห็นภาพซ้อน เช่น สาเหตุ เกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน รักษาได้หรือไม่ และต้องปฏิบัติตัวอย่างไร เพื่อช่วยให้เข้าใจอาการและแนวทางการดูแลได้ดียิ่งขึ้น   เล่นโทรศัพท์แล้วเห็นภาพซ้อน เกิดจากอะไร การเล่นโทรศัพท์แล้วเห็นภาพซ้อนมักเกิดจากความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อตา หรือสายตาเอียง (Astigmatism) ทำให้ตาโฟกัสไม่แม่นยำเมื่อจ้องจอเป็นเวลานาน นอกจากนี้ อาจเกิดจากภาวะตาแห้งหรือการใช้สายตามากเกินไปก็ทำให้เห็นภาพซ้อนชั่วคราวได้ หากอาการยังคงมีหรือรุนแรง ควรไปพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด   เห็นภาพซ้อน อันตรายไหม? การเห็นภาพซ้อนอาจไม่อันตรายหากเกิดจากความเมื่อยล้าของตาหรือสายตาผิดปกติชั่วคราว แต่หากเกิดบ่อยๆ หรือมีอาการร่วม เช่น ปวดตา ปวดหัว เวียนศีรษะ หรือเกิดทันทีหลังบาดเจ็บ อาจเป็นสัญญาณของปัญหากล้ามเนื้อตา เลนส์ตา เส้นประสาทตา หรือสมอง จึงควรรีบพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษาให้เหมาะสม   มองเห็นภาพซ้อนระยะไกล เกิดจากอะไร การมองเห็นภาพซ้อนระยะไกลมักเกิดจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อตา เช่น กล้ามเนื้อตาไม่สมดุล ทำให้การจัดแนวลูกตาไม่ตรงกัน หรือเกิดจากปัญหาเกี่ยวกับเลนส์ตา เช่น เลนส์เอียงหรือเลนส์ตาเทียมเคลื่อน รวมถึงบางกรณีอาจเกี่ยวข้องกับปัญหาทางระบบประสาทหรือสมอง ควรปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริง

ตาเบลอ มองไม่ชัดข้างเดียว เกิดจากอะไร? แก้ไขอย่างไรเมื่อเกิดอาการ

ภาวะตาเบลอ มองไม่ชัดข้างเดียวคืออาการที่การมองเห็นของตาข้างใดข้างหนึ่งลดลงหรือพร่ามัวชั่วคราวหรือถาวร ตัวอย่างสาเหตุที่ทำให้ตาเบลอ มองไม่ชัดข้างเดียว ได้แก่ ตาแห้ง สายตาผิดปกติ ต้อกระจก ต้อหิน การติดเชื้อ เลือดออกในลูกตา หรือปัญหาเส้นประสาทตา วิธีแก้และรักษาตาเบลอ มองไม่ชัดข้างเดียวคือพักสายตา ใช้น้ำตาเทียม บริหารกล้ามเนื้อตา กินอาหารบำรุงสายตา และหากอาการรุนแรงควรพบจักษุแพทย์ เคยไหม? อยู่ดีๆ ที่ตาเบลอ มองไม่ชัดข้างเดียวขึ้นมาแบบกะทันหัน อาการแบบนี้อาจดูเหมือนไม่ร้ายแรง แต่จริงๆ แล้วอาจเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาสุขภาพดวงตาหรือโรคที่ควรได้รับการตรวจอย่างเร่งด่วน การรู้ว่าตามัวข้างเดียวเกิดจากอะไรและวิธีแก้อย่างถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็นในอนาคต     ภาวะตาเบลอ มองไม่ชัดข้างเดียวคืออะไร ภาวะตาเบลอมองไม่ชัดข้างเดียว หมายถึงการมองเห็นของตาข้างใดข้างหนึ่งลดลงอย่างฉับพลันหรือค่อยเป็นค่อยไป ทำให้ภาพที่มองเห็นไม่คมชัดหรือบิดเบี้ยวไปจากเดิม ภาวะนี้อาจเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวหรือถาวรก็ได้ ขึ้นอยู่กับสาเหตุที่แท้จริง เนื่องจากดวงตาแต่ละข้างทำงานแยกกัน การที่ตาข้างหนึ่งเบลอในขณะที่อีกข้างหนึ่งยังคงมองเห็นปกติ จึงเป็นสัญญาณสำคัญที่บ่งชี้ถึงปัญหาเฉพาะที่ดวงตาข้างนั้น     สาเหตุที่ทำให้ตาเบลอ มองไม่ชัดข้างเดียว หากถามว่าตามัวข้างเดียวเกิดจากอะไร จริงๆ แล้วภาวะนี้เกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ความผิดปกติเล็กน้อยไปจนถึงสาเหตุที่รุนแรง และอาจทำให้สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรหากไม่ได้รับการรักษาที่ทันท่วงที เช่น   ตาแห้ง อาการตาแห้งเป็นหนึ่งในสาเหตุพื้นฐานที่ทำให้เกิดตามองไม่ชัด 1 ข้างหรือภาวะตาพร่ามัวได้ เนื่องจากน้ำตาทำหน้าที่หล่อลื่นและรักษาความชุ่มชื้นให้ดวงตา หากร่างกายผลิตน้ำตาไม่เพียงพอหรือน้ำตามีคุณภาพไม่ดี จะทำให้กระจกตาแห้ง เกิดการระคายเคืองและส่งผลต่อการมองเห็น โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่หลายคนต้องจ้องหน้าจอเป็นเวลานาน ทำให้กะพริบตาน้อยลง น้ำตาระเหยเร็วขึ้น และยิ่งเพิ่มโอกาสเกิดอาการตาเบลอ มองไม่ชัดข้างเดียวได้ง่าย   ความผิดปกติของสายตา ตาเบลอ มองไม่ชัดข้างเดียวอาจเกิดจากความผิดปกติของสายตาหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นสายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียง โดยเฉพาะเมื่อความผิดปกติเกิดขึ้นเพียงข้างเดียว หรือมีความต่างกันระหว่างสองข้าง สมองจะต้องทำงานหนักในการประมวลผลภาพ ส่งผลให้เกิดอาการตามัวข้างเดียว ปวดตา และปวดศีรษะ   หากไม่ได้รับการแก้ไขด้วยแว่นหรือคอนแท็กต์เลนส์ที่เหมาะสม อาจนำไปสู่ภาวะตาขี้เกียจและเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็นในอนาคต   เปลือกตาผิดปกติ ความผิดปกติของเปลือกตา อาจทำให้ตาเบลอมองไม่ชัดข้างเดียวได้ เช่น กล้ามเนื้อเปลือกตาอ่อนแรง เปลือกตาตก หรือขอบตาอักเสบ ทำให้กะพริบตาไม่เต็มที่ น้ำตาไม่กระจายทั่วกระจกตา เกิดจุดแห้งและมองไม่ชัด นอกจากนี้ขนตางอกเข้าในตาหรือมีการติดเชื้อที่ขอบตา ก็สามารถทำให้ตาระคายเคืองและตามัวได้เช่นกัน   ตาอักเสบหรือติดเชื้อ การติดเชื้อหรืออักเสบในตา เป็นสาเหตุพบบ่อยของตาเบลอ มองไม่ชัดข้างเดียว อาจเกิดได้จากแบคทีเรีย ไวรัส หรือเชื้อรา ทำให้เนื้อเยื่อตาอักเสบ มีอาการตาแดง ปวดตา น้ำตาไหล ตามัว และบางครั้งมีขี้ตา ตาไวต่อแสง หรือรู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอม การรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุ โดยอาจใช้ยาปฏิชีวนะ ยาต้านไวรัส หรือยาลดการอักเสบ   ปวดหัวหรือปวดไมเกรน ผู้ที่เป็นไมเกรนมักจะมีอาการของตาเบลอ มองไม่ชัดข้างเดียว โดยเฉพาะในช่วงออรา (Aura) ก่อนปวดหัว ผู้ป่วยอาจเห็นตามัว เห็นแสงวาบ จุดบอด หรือเส้นซิกแซกในลานสายตา มักเกิดกับตาข้างเดียวหรือครึ่งหนึ่งของลานสายตา อาการมักอยู่ประมาณ 20-60 นาที ก่อนเกิดอาการปวดหัวรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน และไวต่อแสงหรือเสียง การรักษาอย่างถูกต้องและหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นจะช่วยลดโอกาสเกิดอาการได้   ต้อกระจก ต้อกระจกเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ตามองไม่ชัด 1 ข้าง เกิดจากเลนส์แก้วตาขุ่นมัว ทำให้แสงผ่านเข้าสู่จอประสาทตาได้ไม่เต็มที่ แม้จะพบมากในผู้สูงอายุและมักเกิดกับทั้งสองข้าง แต่บางครั้งอาจเกิดกับตาข้างใดข้างหนึ่งก่อน ทำให้ตามัว มองภาพไม่ชัด มีอาการแสบตา หรือเห็นแสงเป็นสีเหลืองหรือน้ำตาล การรักษาที่ได้ผลที่สุดคือการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียม   ต้อหิน ต้อหินเป็นอีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้ตาเบลอ มองไม่ชัดข้างเดียว เกิดจากความดันในลูกตาสูงผิดปกติ ทำลายเส้นประสาทตา ทำให้การมองเห็นแย่ลง โดยเฉพาะต้อหินเฉียบพลันที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในตาข้างใดข้างหนึ่ง ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดตารุนแรง ตาแดง คลื่นไส้ อาเจียน และตามัวอย่างรวดเร็ว ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางตาที่ต้องรักษาทันที เพื่อป้องกันการสูญเสียการมองเห็นถาวร   เลือดออกในตา ตื่นเช้ามาตามัวข้างเดียว อาจเกิดจากภาวะเลือดออกในตา โดยเฉพาะในผู้ที่มีความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือประสบอุบัติเหตุที่ตา เมื่อตาเกิดเลือดออก การมองเห็นจะผิดปกติ เห็นจุดดำหรือเงาลอย และตามัวลงอย่างเฉียบพลัน บางครั้งอาจมีอาการปวดตาร่วมด้วย ภาวะนี้ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางตา ที่ต้องได้รับการตรวจและรักษาอย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันความเสียหายต่อจอประสาทตา   เส้นประสาทตามีปัญหา ตามองไม่ชัด 1 ข้าง อาจเกิดจากความผิดปกติของเส้นประสาทตาหลายรูปแบบ เช่น การอักเสบ การขาดเลือดไปเลี้ยง หรือเนื้องอกกดทับเส้นประสาท อาการอาจเกิดเฉพาะที่หรือสัมพันธ์กับโรคระบบประสาทอื่นๆ เมื่อเส้นประสาทตาถูกทำลายหรือทำงานผิดปกติ จะทำให้สัญญาณภาพส่งไปยังสมองผิดปกติ เกิดตาพร่ามัวข้างเดียว มองเห็นภาพซ้อน หรือสูญเสียลานสายตาบางส่วน ในบางกรณีอาจมีอาการปวดรอบดวงตาร่วมด้วย     แนวทางการตรวจรักษาภาวะตาเบลอ มองไม่ชัดข้างเดียว เมื่อมีอาการตาเบลอมองไม่ชัดข้างเดียว ไม่ว่าจะเป็นอาการที่เกิดขึ้นชั่วคราวหรือถาวร ควรเข้าพบจักษุแพทย์ทันทีเพื่อการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง โดยมีขั้นตอนการตรวจ ดังนี้ จักษุแพทย์สอบถามอาการและตรวจความผิดปกติที่เกิดขึ้น ทดสอบสายตาเบื้องต้น เช่น วัดค่าสายตาและความดันลูกตา ตรวจรอบดวงตาอย่างละเอียดด้วยกล้องจุลทรรศน์ วินิจฉัยและส่งตรวจเพิ่มเติม เช่น ตรวจเลือด เพื่อค้นหาโรคแทรกซ้อน เช่น เบาหวาน ไมเกรน ฯลฯ แนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสม     วิธีแก้และรักษาตาเบลอมองไม่ชัดข้างเดียว เมื่อเกิดอาการตาเบลอ มองไม่ชัดข้างเดียว การรู้วิธีดูแลและรักษาที่เหมาะสมจะช่วยป้องกันการสูญเสียการมองเห็นถาวร และลดความเสี่ยงต่อสุขภาพดวงตา โดยมีวิธีแก้ตาเบลอไม่โฟกัส ดังนี้   หยอดน้ำตาเทียม วิธีแก้ตาเบลอข้างเดียวที่เกิดจากภาวะตาแห้ง สามารถใช้น้ำตาเทียมเพื่อบรรเทาอาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ น้ำตาเทียมช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการระคายเคือง และทำให้การมองเห็นชัดขึ้น   น้ำตาเทียมมีทั้งชนิดน้ำและชนิดเจล โดยชนิดน้ำเหมาะสำหรับใช้ระหว่างวัน ส่วนชนิดเจลเหมาะใช้ก่อนนอนเพราะอาจทำให้มองเห็นไม่ชัดชั่วคราว ควรเลือกน้ำตาเทียมที่ไม่มีสารกันบูดสำหรับผู้ที่ใช้บ่อย และหลีกเลี่ยงการใช้น้ำตาเทียมที่หมดอายุหรือเปิดไว้นานเกิน 1 เดือน   บริหารกล้ามเนื้อรอบดวงตา หนึ่งในวิธีแก้สายตาพร่ามัวคือการบริหารกล้ามเนื้อรอบดวงตาและลูกตาอย่างสม่ำเสมอ การขยับดวงตาจะช่วยลดการเกร็งของกล้ามเนื้อจากการโฟกัสสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นเวลานาน ทำให้กล้ามเนื้อดวงตามีความยืดหยุ่นและบรรเทาอาการตามัวได้ สามารถทำได้ทุกวันเป็นกิจวัตร ทั้งก่อนนอนและหลังตื่นนอนตอนเช้า   ทานยาแก้สายตาพร่ามัว การใช้ยารักษาตาเบลอ มองไม่ชัดข้างเดียวจำเป็นต้องเลือกให้ตรงกับสาเหตุ เช่น หากเป็นต้อหินอาจใช้ยาลดความดันในลูกตา หากเกิดการติดเชื้อจะใช้ยาปฏิชีวนะ หรือหากมีการอักเสบของเนื้อเยื่อในตาก็ต้องใช้ยาลดการอักเสบ ยาเหล่านี้มีทั้งแบบยาหยอดตา ยาป้ายตา และยารับประทาน ซึ่งทุกชนิดควรใช้ตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งเฝ้าระวังผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพและปลอดภัยที่สุด   รับประทานอาหารบำรุงตา การรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพตาเป็นอีกวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยงและบรรเทาอาการตาเบลอ ไม่ชัดข้างเดียวได้ ควรเลือกอาหารที่มีสารอาหารสำคัญ เช่น วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี ลูทีน ซีแซนทีน และโอเมกา 3 ซึ่งพบได้ในผักใบเขียว แครอท ไข่แดง ปลาทะเล และผลไม้ตระกูลเบอร์รี นอกจากนี้ ควรดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำที่อาจทำให้การผลิตน้ำตาลดลง และควรหลีกเลี่ยงอาหารที่เค็มจัดเพราะอาจทำให้เกิดอาการบวมรอบดวงตาได้   การป้องกันตาเบลอ มองไม่ชัดข้างเดียว การดูแลสุขภาพตาในชีวิตประจำวันเป็นสิ่งสำคัญ เพราะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดอาการตาพร่ามัวหรือตามองไม่ชัด 1 ข้างได้ หากใส่ใจและปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ดวงตาแข็งแรงและมองเห็นได้ชัดเจนขึ้น โดยสามารถทำได้ดังนี้   ล้างมือให้สะอาดก่อนใส่หรือนำคอนแท็กต์เลนส์ออกเสมอ เพื่อป้องกันสิ่งสกปรกและเชื้อโรคเข้าสู่ดวงตาโดยตรง สวมแว่นกันแดดหรือกางร่มเมื่ออยู่กลางแดดจ้า เพื่อป้องกันรังสี UV (Ultraviolet) ที่อาจทำลายดวงตา ตรวจวัดสายตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อเฝ้าระวังความผิดปกติและแก้ไขได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ใส่แว่นตากรองแสงสีฟ้าเมื่อต้องใช้คอมพิวเตอร์ สมาร์ตโฟน หรืออุปกรณ์หน้าจอเป็นเวลานาน เพื่อลดอาการล้าของดวงตา     รักษาอาการตาเบลอ มองไม่ชัดข้างเดียวที่ศูนย์โรคจักษุประสาทวิทยา Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร Bangkok Eye Hospital มุ่งให้บริการดูแลดวงตาอย่างครบวงจร ผสานเทคโนโลยีทันสมัย และประสบการณ์ของจักษุแพทย์เฉพาะทาง เพื่อดูแลผู้ที่มีอาการตาเบลอ มองไม่ชัดข้างเดียว หรือมีปัญหาสายตาต่างๆ ให้กลับมามีสุขภาพดวงตาที่ดีอีกครั้ง จุดเด่นของบริการที่ Bangkok Eye Hospital ได้แก่   จักษุแพทย์เฉพาะทาง ให้คำปรึกษา อธิบายอาการผิดปกติ และแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสม เทคโนโลยีและเครื่องมือมาตรฐานสากล สำหรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาดวงตาอย่างปลอดภัย การดูแลครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา จนถึงการติดตามผล บรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง เพื่อให้ผู้มารับบริการมั่นใจและได้รับการดูแลดวงตาอย่างเต็มที่ สรุป อาการตาเบลอหรือตาเบลอ มองไม่ชัดข้างเดียวสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ภาวะตาแห้ง ความผิดปกติของสายตา ต้อกระจก ต้อหิน ไปจนถึงโรครุนแรงอย่างเลือดออกในตาหรือความผิดปกติของเส้นประสาทตา ซึ่งบางกรณีอาจเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน การดูแลเบื้องต้นทำได้ด้วยการใช้น้ำตาเทียม บริหารกล้ามเนื้อตา รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อดวงตา พักสายตาเป็นระยะ และป้องกันดวงตาจากแสง UV หรือแสงสีฟ้า แต่หากมีอาการตามัวเฉียบพลัน เช่น ตื่นเช้ามาแล้วตามัวข้างเดียว หรือมีอาการปวดตารุนแรง ควรรีบไปพบจักษุแพทย์ที่ Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) ซึ่งมีเครื่องมือที่ทันสมัยครบครัน พร้อมศูนย์รักษาเฉพาะทางสำหรับโรคตาหลากหลายชนิด เพื่อให้ได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง ป้องกันการสูญเสียการมองเห็นถาวร   อ่านบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เส้นเลือดตาอุดตันคืออะไร? เจาะลึกสาเหตุ เช็กอาการ และวิธีรักษา ตาพร่ามัว สัญญาณจากโรคร้ายที่ต้องรู้ มาหาสาเหตุ พร้อมแนวทางรักษา เลสิกสายตาสั้น บอกลาปัญหามองเห็นไม่ชัด พร้อมการเตรียมตัวก่อนทำ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาวะตาเบลอ มองไม่ชัดข้างเดียว (FAQ) คำถามที่พบบ่อยเหล่านี้จะช่วยไขข้อสงสัยที่หลายคนอยากรู้ ไม่ว่าจะเป็นสาเหตุ วิธีสังเกตอาการเบื้องต้น ไปจนถึงแนวทางการรักษาที่เหมาะสม เพื่อให้คุณเข้าใจอาการได้ชัดเจนขึ้น และรู้วิธีดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง   ทำอย่างไรให้ตาหายเบลอ วิธีทำให้ตาหายเบลอเบื้องต้นคือพักสายตาจากหน้าจอบ่อยๆ ใช้น้ำตาเทียมเพิ่มความชุ่มชื้น และบริหารกล้ามเนื้อตาเป็นประจำ พร้อมรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพตา เช่น ผักใบเขียว แครอท หรือปลาทะเล หากอาการไม่ดีขึ้นหรือมีอาการรุนแรง ควรรีบพบจักษุแพทย์ทันทีเพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม   ทำไมอยู่ดีๆ ถึงตาเบลอ มองไม่ชัดข้างเดียว ตาเบลอหรือมองไม่ชัดข้างเดียวอาจเกิดขึ้นทันทีได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ภาวะตาแห้ง ความผิดปกติของสายตา ต้อกระจก ต้อหิน ไปจนถึงโรครุนแรงอย่างเลือดออกในตา เส้นประสาทตาอักเสบ หรือไมเกรนบางชนิด ซึ่งบางกรณีถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการตรวจรักษาอย่างเร่งด่วน   ตาเบลอ มองไม่ชัดข้างเดียว หายเองได้ไหม อาจดีขึ้นเองได้ในบางสาเหตุ หากพักสายตา ใช้น้ำตาเทียม หรือปรับพฤติกรรมการใช้ตา เช่น ตาแห้งหรือเมื่อยล้าจากการเพ่งหน้าจอ แต่ถ้าเกิดจากสาเหตุรุนแรง เช่น ต้อหิน ต้อกระจก เลือดออกในตา หรือปัญหาเส้นประสาทตาจะไม่หายเองและอาจทำให้สายตาเสียถาวร ควรรีบพบจักษุแพทย์ทันที

รูรั่วที่จอประสาทตาคืออะไร อาการ สาเหตุ แนวทางรักษา และวิธีป้องกัน

รูรั่วที่จอประสาทตาคือภาวะที่จอประสาทตาเกิดรอยฉีกหรือรูเปิด ทำให้ของเหลวสะสมใต้จอประสาทตาและเพิ่มความเสี่ยงต่อการหลุดลอกของจอประสาทตา รูรั่วที่จอประสาทตาเกิดจากวุ้นตาหดตัวหรือแยกตัวไม่สมบูรณ์ ทำให้ดึงรั้งจอประสาทตา นอกจากนี้สายตาสั้นมาก ประวัติครอบครัวจอประสาทตาหลุดลอก หรืออุบัติเหตุที่ตาก็เพิ่มความเสี่ยงได้ การรักษารูรั่วที่จอประสาทตาสามารถทำได้ทั้งแบบไม่ผ่าตัด เช่น ยิงเลเซอร์ จี้ด้วยความเย็น หรือฉีดแก๊ส และแบบผ่าตัดด้วยการสอดกล้องวุ้นตาและจอประสาทตา เพื่อปิดรูรั่วและฟื้นฟูการมองเห็นอย่างปลอดภัย ดวงตาของเราก็เหมือนกล้องถ่ายรูป ส่วนจอประสาทตาทำหน้าที่เหมือนฟิล์มที่คอยรับภาพ หากฟิล์มเสียหรือมีปัญหา ภาพที่เห็นก็ย่อมไม่ชัด หนึ่งในปัญหาที่หลายคนอาจไม่รู้ตัว แต่แอบซ่อนความเสี่ยงเอาไว้ คือรูรั่วที่จอประสาทตา ภาวะที่อาจทำให้การมองเห็นเสียไปอย่างถาวรหากไม่รีบรักษาให้ทันเวลา ดังนั้นการรู้เท่าทันถึงสาเหตุ อาการ รวมถึงวิธีรักษาและป้องกันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยปกป้องดวงตาและการมองเห็นของเราให้อยู่กับเราไปนานๆ     รูรั่วที่จอประสาทตาคืออะไร? รูรั่วที่จอประสาทตา (Retinal Tear) คือภาวะที่ชั้นเนื้อเยื่อประสาทบางๆ ในดวงตาซึ่งทำหน้าที่รับภาพและส่งสัญญาณไปยังสมอง เกิดรอยฉีกหรือรูเปิด โดยมีตัวกลางสำคัญคือวุ้นตา ที่อยู่ระหว่างเลนส์ตากับจอประสาทตา ในวัยหนุ่มสาววุ้นตาจะใสและคงตัว แต่เมื่ออายุมากขึ้น วุ้นตามักเปลี่ยนสภาพเป็นของเหลวและเสื่อมสภาพได้ง่าย หากมีการเคลื่อนไหวดวงตาแรงๆ หรือดึงรั้ง อาจทำให้เกิดรูรั่วที่จอประสาทตาหรือจอประสาทตาฉีกขาดได้ ส่งผลให้การมองเห็นผิดปกติและรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน     สาเหตุหรือปัจจัยที่ทำให้เกิดรูรั่วที่จอประสาทตา อาการของรูรั่วที่จอประสาทตา มักเริ่มจากความผิดปกติเล็กๆ ซึ่งสาเหตุหรือปัจจัยที่ทำให้เกิดรูรั่วที่จอประสาทตา ได้แก่   ผู้ที่มีสายตาสั้นสูงหรือสายตาสั้นตั้งแต่เด็ก วุ้นตาและจอประสาทตามักมีโครงสร้างบางและตึง ทำให้มีความเสี่ยงที่จอประสาทตาจะฉีกขาดได้ง่ายกว่าปกติ หากสมาชิกในครอบครัวเคยมีประวัติจอประสาทตาหลุดลอกหรือรูรั่วที่จอประสาทตา จะมีความเสี่ยงทางพันธุกรรมสูงขึ้น เพราะบางคนมีเนื้อเยื่อจอประสาทตาที่บางหรือโครงสร้างลูกตาที่เปราะง่าย การผ่าตัดตา เช่น การผ่าตัดต้อกระจกหรือการผ่าตัดอื่นๆ อาจทำให้โครงสร้างภายในลูกตาเปลี่ยนแปลง หรือทำให้วุ้นตาขยับผิดปกติ ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดรูรั่วที่จอประสาทตาหรือจอประสาทตาหลุดลอก โรคเบาหวานอาจทำให้เส้นเลือดในจอประสาทตาอ่อนแอและรั่วซึมได้ ขณะเดียวกันการอักเสบติดเชื้อหรือเนื้องอกในลูกตา สามารถทำให้เนื้อเยื่อรอบจอประสาทตาอ่อนแอ หรือกดดันจนเกิดรอยฉีกขาดได้ การบาดเจ็บรุนแรง เช่น ถูกของแข็งกระแทกตา อุบัติเหตุรถ หรือกีฬาแรงๆ สามารถทำให้มีรูรั่วที่จอประสาทตาฉีกขาดได้ทันที โดยเฉพาะหากดวงตายังมีความเสี่ยงจากปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย เมื่ออายุมากขึ้น วุ้นตาจะเสื่อมสภาพจากเจลเป็นของเหลวและหดตัว แยกตัวจากจอประสาทตา หากจุดใดติดแน่น การหดตัวของวุ้นตาอาจดึงรั้งจอประสาทตา ทำให้เกิดรูรั่วขึ้นได้ อาการรูรั่วที่จอประสาทตา สัญญาณที่ต้องรีบพบแพทย์ จอประสาทตาฉีกขาดอันตรายไหม? ถือว่าเป็นภาวะอันตราย การสังเกตอาการรูรั่วที่จอประสาทตาตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็นได้   เห็นแสงวาบหรือแฟลชในสายตาโดยเฉพาะเวลากลอกตา เห็นจุดหรือเส้นลอยไปมาในสายตา มองเห็นภาพบิดเบี้ยวหรือพร่ามัวในบางส่วนของภาพ มีเงาหรือม่านดำบังบางส่วนของการมองเห็น การมองเห็นลดลงอย่างเฉียบพลันหากรูรั่วนำไปสู่จอประสาทตาหลุดลอก   วิธีวินิจฉัยรูรั่วที่จอประสาทตา เนื่องจากรูรั่วที่จอประสาทตาไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และมีอาการคล้ายกับโรคตาอื่นๆ จักษุแพทย์จึงต้องอาศัยเครื่องมือเฉพาะทางในการตรวจวินิจฉัย เช่น เครื่องมือตรวจจอประสาทตา Ophthalmoscope ที่มีแสงสว่างและกำลังขยายสูง หรือใช้ร่วมกับเครื่องมือชนิดพิเศษอื่นๆ เช่น กล้องจุลทรรศน์ Slit Lamp พร้อมคอนแท็กต์เลนส์พิเศษ รวมถึงเครื่องตรวจอัลตราซาวนด์ (Ultrasound) สำหรับกรณีที่มีเลือดออกในลูกตา วิธีการเหล่านี้ช่วยให้แพทย์สามารถระบุรูรั่วที่จอประสาทตาได้อย่างแม่นยำและวางแผนการรักษาได้ทันท่วงที   การรักษารูรั่วที่จอประสาทตาแบบไม่ผ่าตัด ในกรณีรูรั่วที่จอประสาทตาอาการไม่รุนแรง ยังไม่มีการหลุดลอกของจอประสาทตาหรือฉีกขาดใหญ่ สามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ดังนี้   การฉายแสงเลเซอร์ (Photocoagulation/Laser surgery) เป็นการยิงเลเซอร์ไปยังบริเวณรูรั่วของจอประสาทตา ข้อดีคือมีความเสี่ยงต่ำ ไม่ใช่การผ่าตัดใหญ่ ผู้เข้ารับการรักษาสามารถกลับบ้านได้ทันทีโดยไม่ต้องพักฟื้น การใช้ความเย็นจี้ (Cryopexy) เป็นการใช้ความเย็นจี้บริเวณรูรั่วของจอประสาทตาเช่นเดียวกับการยิงเลเซอร์ การฉีดแก๊ส (Pneumatic Retinopexy) เป็นการฉีดแก๊สหรืออากาศเข้าไปในลูกตา เพื่อช่วยกดจอประสาทตากลับเข้าที่และป้องกันของเหลวไหลเข้าสู่ช่องว่างหลังจอประสาทตา มักทำร่วมกับการยิงเลเซอร์หรือจี้ด้วยความเย็นในผู้ป่วยบางราย ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์ การรักษารูรั่วที่จอประสาทตาแบบผ่าตัด การรักษารูรั่วที่จอประสาทตาด้วยการผ่าตัดจะทำในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงหรือรูรั่วขยายใหญ่จนเสี่ยงต่อการหลุดลอกของจอประสาทตา ปัจจุบันมีวิธีผ่าตัดหลัก 2 วิธี ได้แก่   การผ่าตัดดันผนังตาหรือ Scleral Buckling ซึ่งเป็นการใช้วัสดุรองรอบนอกของดวงตาเพื่อประคองจอประสาทตาให้กลับมาติดกับผนังตา โดยอาจทำร่วมกับการยิงเลเซอร์หรือใช้ความเย็นเพื่อปิดรอยรูรั่ว การผ่าตัดส่องกล้องผ่าตัดวุ้นตาและจอประสาทตา (Vitrectomy) ซึ่งใช้เครื่องมือขนาดเล็กสอดเข้าไปในตาดำหลังยาสลบ จุดเด่นคือแผลขนาดเล็ก ลดการระคายเคือง และผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวได้เร็วหลังการรักษา รูรั่วที่จอประสาทตาอันตรายแค่ไหน? อันตรายที่แท้จริงของรูรั่วที่จอประสาทตาคือการที่สามารถนำไปสู่ภาวะจอประสาทตาหลุดลอก (Retinal Detachment) หากมีรูรั่วหรือรอยฉีกขาดเกิดขึ้น น้ำเหลวที่อยู่ภายในลูกตาจะสามารถไหลผ่านรูนั้นเข้าไปอยู่ใต้จอประสาทตาได้ เมื่อน้ำสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ มันจะดันจอประสาทตาให้แยกตัวออกจากเนื้อเยื่อชั้นใต้จอประสาทตา ซึ่งมีหน้าที่หล่อเลี้ยงออกซิเจนและสารอาหารให้แก่จอประสาทตา   เมื่อจอประสาทตาหลุดลอกออกมาจากผนังตา มันจะขาดการหล่อเลี้ยงจากเส้นเลือด ทำให้เซลล์จอประสาทตาเริ่มตายลงอย่างรวดเร็ว หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษา จะทำให้เกิดการสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร ดังนั้น การรักษาภาวะรูรั่วที่จอประสาทตาจึงเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดภาวะจอประสาทตาหลุดลอกนั่นเอง   แนวทางป้องกันรูรั่วที่จอประสาทตา การป้องกันรูรั่วที่จอประสาทตาสามารถทำได้หลายวิธี แม้บางปัจจัยไม่สามารถควบคุมได้ เช่น อายุหรือประวัติครอบครัว แต่ก็สามารถลดความเสี่ยงและตรวจพบปัญหาได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนี้   ตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ การตรวจจอประสาทตาอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น สายตาสั้นมาก ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยโรคเบาหวาน จะช่วยให้พบรูรั่วหรือความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ระมัดระวังการกระแทกหรือแรงกระทบกับดวงตา หลีกเลี่ยงการเล่นกีฬาหรือกิจกรรมเสี่ยงที่อาจทำให้ดวงตาได้รับแรงกระแทก ดูแลสุขภาพโดยรวม การรักษาโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือภาวะอักเสบในร่างกาย จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาจอประสาทตา หลีกเลี่ยงการใช้สายตามากเกินไป หากมีอาการมองเห็นพร่ามัวหรือจุดลอย ควรพักสายตาและปรึกษาจักษุแพทย์ สังเกตอาการผิดปกติของสายตา เช่น มีจุดลอยไฟฟ้า (Floaters) แสงวูบ หรือมองเห็นภาพบิดเบี้ยว หากพบควรไปพบแพทย์ทันที รับคำแนะนำจากจักษุแพทย์ สำหรับผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงสูง แพทย์อาจแนะนำการยิงเลเซอร์เพื่อป้องกันรูรั่วก่อนที่จะลุกลาม รักษารูรั่วที่จอประสาทตาที่ศูนย์โรคจอประสาทตา Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร Bangkok Eye Hospital มุ่งมั่นให้บริการรักษารูรั่วที่จอประสาทตา โดยผสานเทคโนโลยีทันสมัยกับประสบการณ์ของจักษุแพทย์เฉพาะทางจากศูนย์โรคจอประสาทตา เพื่อดูแลดวงตาคู่สำคัญของคุณอย่างเต็มที่ สิ่งที่ผู้เข้ารับบริการจะได้รับคือ การตรวจสุขภาพดวงตาและจอประสาทตาอย่างละเอียด เพื่อตรวจพบความผิดปกติและวางแผนการรักษาอย่างแม่นยำ   การรักษารูรั่วที่จอประสาทตาด้วยเทคโนโลยีทันสมัย เช่น การยิงเลเซอร์ การจี้ด้วยความเย็น หรือการผ่าตัดสอดกล้องวุ้นตาและจอประสาทตา เพื่อให้ผลการรักษามีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุด ราคาในการยิงเลเซอร์หรือรักษาจอประสาทตาเป็นรูขึ้นอยู่กับความรุนแรงและจำนวนครั้งที่ต้องทำ หลังการรักษาแพทย์จะติดตามและฟื้นฟูการมองเห็นอย่างใกล้ชิด พร้อมให้คำแนะนำในการดูแลตัวเอง และดูแลความสะดวกสบายตลอดทุกขั้นตอนของการรักษาและการพักฟื้น   สรุป รูรั่วที่จอประสาทตาเกิดจากการที่ชั้นจอประสาทตาเกิดรอยฉีกหรือรูเปิด ทำให้ของเหลวไหลเข้าสะสมและเพิ่มความเสี่ยงต่อการหลุดลอกของจอประสาทตา ผู้ที่มีสายตาสั้นมาก ผู้สูงอายุ หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคจอประสาทตาลอก มีความเสี่ยงสูงกว่า อาการที่พบได้ เช่น มองเห็นจุดลอย แสงวูบ หรือภาพบิดเบี้ยว หากไม่รีบรักษาอาจทำให้สูญเสียการมองเห็นได้ การป้องกันทำได้โดยการตรวจตาเป็นประจำ ระมัดระวังแรงกระแทกที่ดวงตา และดูแลสุขภาพโดยรวม สำหรับผู้ที่สงสัยหรืออยากตรวจตาเพื่อลดความเสี่ยง สามารถเข้ามารับคำปรึกษาและรักษาได้ที่ Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ)   อ่านบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จอประสาทตาเป็นรูเกิดจากอะไร? อาการที่ควรรีบพบแพทย์ และวิธีรักษา จอประสาทตาฉีกขาด หลุดลอก มีอาการอย่างไร หาสาเหตุและวิธีรักษา อาการเบาหวานขึ้นตา กันไว้ดีกว่าแก้ ปล่อยไว้อาจสูญเสียการมองเห็นได้! คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรูรั่วที่จอประสาทตา (FAQ) เพื่อช่วยให้เข้าใจและดูแลดวงตาได้อย่างเหมาะสม เราได้รวบรวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรูรั่วที่จอประสาทตา ทั้งเรื่องอาการ สาเหตุ วิธีวินิจฉัย และแนวทางการรักษา เพื่อให้คุณเข้าใจมากขึ้น   จอประสาทตามีรูรั่ว ฉีกขาด หายเองได้ไหม จอประสาทตามีรูรั่วหรือฉีกขาดไม่สามารถหายเองได้ หากปล่อยทิ้งไว้ ของเหลวอาจไหลเข้าใต้จอประสาทตา ทำให้เกิดภาวะจอตาหลุดลอกและเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็น จึงควรเข้ารับการตรวจและรักษาโดยจักษุแพทย์ทันที เพื่อป้องกันความเสียหายถาวรต่อดวงตา   การรักษารูรั่วที่จอประสาทตา เจ็บไหม โดยทั่วไปการรักษาด้วยเลเซอร์หรือการจี้ความเย็นจะทำในห้องตรวจ ใช้เวลาไม่นาน และผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บน้อยมาก หรือไม่รู้สึกเจ็บเลย เนื่องจากมีการหยอดยาชาเฉพาะที่   มีรูรั่วที่จอประสาทตา จำเป็นต้องผ่าตัดทุกคนไหม ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเสมอไป หากแพทย์ตรวจพบรูรั่วตั้งแต่ระยะแรกและยังไม่มีภาวะจอประสาทตาหลุดลอก ก็จะสามารถรักษาด้วยการยิงเลเซอร์หรือการจี้ความเย็นได้ แต่หากเกิดภาวะจอประสาทตาหลุดลอกแล้ว จะต้องเข้ารับการผ่าตัดเพื่อดันจอประสาทตาให้กลับเข้าที่

ที่อยู่

ช่องทางติดต่อ

calling
ติดต่อเรา :